รัฐบาลจับตา2,000บริษัทเสี่ยงเป็นนอมินี ถือครองที่ดินรวมค่ากว่า85,000ล้านบาท

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img


โฆษกรัฐบาลเผยหลายหน่วยงานเดินหน้าตรวจสอบธุรกรรมผิดกฎหมายและบริษัทเสี่ยงเป็นนอมินี เตรียมส่งข้อมูลให้มหาดไทยตรวจสอบการถือครองทรัพย์สิน โดยระบุมีบริษัทเข้าข่ายกว่า 2,000 แห่ง และมีที่ดินรวมมูลค่าประมาณ 8.5 หมื่นล้านบาท ย้ำรัฐบาลไม่มีนโยบายละเว้น หากพบการกระทำผิดให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม


เมื่อเวลา 12.10 น. วันที่ 18 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการปราบปรามทุนเทาของรัฐบาลว่า จากการประชุมกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 17 ก.ย. ที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากหลายกระทรวงได้บูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อตรวจสอบธุรกรรมที่อาจผิดกฎหมาย รวมถึงการจดทะเบียนบริษัทที่มีความเสี่ยง

นายเอกภพ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ออกแนวทางตรวจสอบบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนในประเทศไทย โดยเฉพาะกรณีที่มีชาวต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้น รวมถึงตรวจสอบประวัติผู้ถือหุ้นชาวไทยว่ามีรายชื่ออยู่ในกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ ตลอดจนพิจารณาความเหมาะสมของการเดินบัญชีกับลักษณะและบริบทของบริษัท

นอกจากนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นจะมีการตรวจสอบทุกครั้ง รวมถึงตรวจสอบความเชื่อมโยงหรือการถือหุ้นไขว้ระหว่างบริษัท เพื่อคัดกรองบริษัทที่มีความเสี่ยงเข้าข่ายเป็นนอมินี

นายเอกภพ ระบุว่า หากพบบริษัทที่ต้องสงสัยว่าเป็นนอมินี ซึ่งปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 2,000 บริษัท จะส่งต่อข้อมูลให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบการถือครองทรัพย์สิน โดยระบุว่าบริษัทในกลุ่มดังกล่าวถือครองที่ดินรวมมูลค่าประมาณ 85,000 ล้านบาท และกระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการตามกฎหมาย หากพบว่าการถือครองเข้าข่ายผิดกฎหมาย รวมถึงการเข้าสู่กระบวนการบังคับขายที่ดินตามขั้นตอน

ส่วนกรณีการใช้บุคคลไทยเป็นตัวแทนหรือสวมสิทธิ นายเอกภพกล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมีมาตรการตรวจสอบและขยายผล โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการในหลายพื้นที่ ตั้งแต่พระนครศรีอยุธยา แฟลตดินแดง ไชยปราการ และล่าสุดที่ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับนอมินีและทุนเทา

นายเอกภพยังกล่าวถึงผลการดำเนินงานของรัฐบาลว่า มีการยึดทรัพย์เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมผิดกฎหมาย รวมมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยระบุว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายของเบน สมิธ และยิม เลียก

นายเอกภพ กล่าวต่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดำเนินคดีทุจริตและการกระทำผิดกฎหมาย โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับว่า หากการสืบสวนพบความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลหรือส่วนใด จะต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่ โดยไม่มีการขอให้ละเว้นหรือยกเว้น

พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วน รวมถึงพรรคการเมือง หากมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นกรณีนอมินี การฟอกเงิน หรือความผิดอื่น ๆ ควรให้ความร่วมมือกับกระบวนการสืบสวนและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยไม่ปกปิดข้อมูล

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ซึ่งมีประเด็นอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ และมีรายงานว่าได้รับหมายเรียกแล้ว 3 ครั้ง นายเอกภพกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของทุกพรรคการเมืองที่จะต้องรับผิดชอบบุคคลของตนเอง โดยจากข้อมูลที่ได้รับ กระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีหมายเรียกให้บุคคลดังกล่าวเข้าชี้แจงแล้ว 3 ครั้ง

นายเอกภพกล่าวว่า การขอเลื่อนหรือผัดผ่อนเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ตามกระบวนการ แต่เห็นว่าพรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่ง สส. ควรชี้แจงต่อสังคมและให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่ทำการสืบสวน เพื่อให้สามารถขยายผลได้อย่างต่อเนื่อง เพราะหากกระบวนการล่าช้า อาจมีความเสี่ยงต่อการเคลื่อนย้ายหรือถ่ายโอนทรัพย์สิน ซึ่งอาจกระทบต่อการสืบสวนสอบสวนได้

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img