‘บุญเลิศ คชายุทธเดช’ กรรมการนโยบายไทยพีบีเอส ชี้องค์กรสื่อสาธารณะเผชิญโจทย์ใหญ่ หลังถูกตั้งคำถามทั้งเรื่องจำนวนบุคลากร การใช้จ่ายงบประมาณ และความโปร่งใส ระบุมีรายได้รวมปีละราว 2,600-2,800 ล้านบาท พร้อมเรียกร้องยกเครื่ององค์กรครั้งใหญ่ ก่อนปัญหาจะสายเกินแก้
วันที่ 5 ต.ค.2569 นายบุญเลิศ คชายุทธเดช กรรมการนโยบายไทยพีบีเอส โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกรณีการปฏิรูปไทยพีบีเอส ว่า
ต้องปฏิรูปใหญ่..
ก่อนจะสาย(เกินแก้)ไปกว่านี้
อาจกล่าวได้ว่าครั้งนี้ คนในไทยพีบีเอสสะดุ้ง ตื่นตัว ตื่นเต้น และระทึกใจมากที่สุดกว่าทุกครั้งในรอบ 18 – 19 ปี
14 มกราคม 2551 วันที่พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถือกันว่า “สื่อสาธารณะ”แห่งแรกและแห่งเดียวได้ก่อกำเนิดขึ้น
ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านเหตุการณ์รุนแรงในสงครามสีเสื้อ ผ่านการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ผ่านรัฐบาลมาหลายชุด แต่ไทยพีบีเอสก็อยู่รอดปลอดภัยมาได้
เงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบร้อยละ 1.5 ปีละไม่เกิน 2,000 ล้านบาทใช้หล่อเลี้ยงการดำเนินงาน ส่วนใหญ่ใช้ไปกับเงินเดือน ค่าตอบ แทน สวัสดิการของผู้บริหาร พนักงานประจำ พนักงานสัญญาจ้าง ลูกจ้างโครงการ ซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ
ปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 1,300 คน
คนที่เกษียณไปแล้วบางคน ก็จ้างให้กลับมาทำงานเป็นโค้ช ที่พนักงานกังขาคลางแคลงใจต่อการตัดสินใจของผู้บริหาร ให้ค่าจ้างเดือนละ 100,000 บาท กำหนดจ้าง 6 เดือน เป็นเงิน 600,000 บาท ผู้เชี่ยวชาญพิเศษจ้างเดือนละเกือบ 300,000 บาท
สมัยมีตำแหน่งมีอำนาจ เป็นผู้อำนวยการสำนัก ทำไมไม่บริหาร ไม่ทำให้ดี กลับจะมามีฝีมือฉกาจฉกรรจ์ในการฝึกอบรมเพื่อยกระดับด้านข่าวกันตอนที่พ้นตำ แหน่งไปแล้ว
แม้จะเป็นข่าวครึกโครมในสื่อต่างๆแต่ก็หาได้มีการแก้ไขทบทวนแก้ไขไม่
อึกประเด็นหนึ่ง องค์กรสื่อด้วยกันต่างแปลกใจ พากันตั้งคำถามว่า
ทำไมที่นี่ (ไทยพีบีเอส) คนจึงมากมายก่ายกองขนาดนี้ ทำงานอะไรกันบ้างสำหรับความรับผิดชอบหลักคือ การผลิตข่าวสารเผยแพร่ทางหน้าจอโทรทัศน์และแพลตฟอร์มออนไลน์
ยิ่งมีคนมากก็ยิ่งใช้เงินมาก
หรือว่ามีเงินเยอะ ได้มาง่ายๆแบบอัตโนมัต ไม่ต้องไปวิ่งหา จึงใช้กันสบาย ?
ความเป็นสื่อสาธารณะต้องใช้คนทำงานมากกว่าองค์กรสื่ออื่นๆกระนั้นหรือ?
แต่องค์กรสื่อในยุคดิจิทัล เขาใช้คนทำงานไม่มาก ก็เห็นหลายแห่งเขาปรับตัว หนังสือพิมพ์กระดาษเลิกกิจการ ไม่พิมพ์ออกจำหน่าย เลิกจ้าง เพื่อลดคนก็เห็นๆกันอยู่ เพราะถ้าไม่ลดองค์กรจะขาดทุนและอาจต้องเลิกกิจการ
คนในไทยพีบีเอสเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า สื่ออื่นๆ เช่น สำนักข่าวบางแห่งมีคนทำงาน 10 – 20 คน แต่สามารถนำเสนอข่าว ลงพื้นที่ปฏิบัติงานภาคสนาม รายงานสด ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ผลงานข่าวโดนเด่น น่าสนใจ มีผู้ติดตามจำนวนมาก
ไทยพีบีเอส เงินส่วนใหญ่ใช้ไปกับการจ้างบริษัทผลิตรายการ ค่าผลิตรายการก็แพงใช่ย่อย ค่าจ้างผู้ดำเนินรายการจากภายนอกหลายรายการก็ไม่ใช่ถูกๆ
พูดกันแต่ว่า ไทยพีบีเอสไดัเงินและใช้เงินปีละ 2,000 ล้านบาท น้ัอยเกินไป แต่ความจริงใช้เงินจากรายได้อื่น ได้แก่ ค่าบำรุงโครงข่ายปีละประมาณ 400 ล้านบาท ดอกเบี้ย ฯลฯ รวมแล้วก็ปาเข้าไปปีละประมาณ 2,600 – 2,800 ล้านบาท
ไม่ต้องตะลึง นี่คือความจริง
เป็นความจริงของสื่อสาธารณะที่มีสโลแกน ”โปร่งใส ตรวจสอบได้“
พร้อมๆไปกับเสียงคัดค้าน ต่อต้านของเครือข่ายและมวลหมู่พันธมิตรที่แสดงปฏิกิริยาไม่พอใจพรรคภูมิใจไทยที่จะเข้ามาฮุบไทยพีบีเอสไปเป็น“สื่อของรัฐ“ ทำให้สูญเสียความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ด้วยเหตุที่เปลี่ยนแหล่งรายได้จากภาษีบาปไปเป็นการให้เงินงบประมาณแผ่นดิน ขอให้ถอนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมที่กำลังรับฟังความคิดเห็นออกไปจากกระบวนการตรากฎหมาย
แต่คงเป็นไปไม่ได้ มีแต่รัฐบาลจะทำเป็นร่างแก้ไขพระราชบัญญัติทั้งฉบับเสนอเข้ามาเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมและมีความพร้อมซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลัง และสำนักนายกรัฐมนตรีที่จะไปดำเนินการ
มีบางเสียงสะท้อนเสนอให้ไทยพีบีเอสปรับปรุงการปฏิบัติงานให้เกิดประ สิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะความคุ้มค่า ความสุจริต โปร่งใส
ที่น่าสนใจ คือ องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน 6 แห่งออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมาแสดงท่าทีแบบกลางๆว่า มิได้มุ่งสนับสนุน หรือคัดค้านพรรคการเมืองหรือฝ่ายการเมืองใด แสดงจุดยืนเสนอให้ทบทวนกฎหมายซึ่งไม่จำกัดแต่ประเด็นแหล่งรายได้หรือการจัดสรรงบประมาณ แต่ครอบคลุมถึงบทบาทและพันธกิจของสื่อสาธารณะ โครงสร้างการบริหารและการกำกับดูแล ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรสาธารณะ ตลอดจนความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อประชาชน (แถลงการณ์ข้อ 2)
”องค์กรวิชาคำพสื่อเรียกร้องให้ไทยพีบีเอสทบทวนบทบาทและปฏิรูปการดำ เนินงานครั้งสำคัญ เพื่อแสดงคุณค่าของสื่อสาธารณะต่อประชาชน…ไทยพีบีเอสต้องแสดงให้สังคมเห็นถึงคุณค่า และความแตกต่างของสื่อสาธารณะจากสื่อของรัฐและสื่อเชิงพาณิชย์…”(แถลงการณ์ข้อ 4)
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายไทยพีบีเอสว่า จะทำได้ไหมในการปฏิรูปองค์กรครั้งใหญ่ ตามที่องค์กรวิชาชีพสื่อเสนอผ่านแถลงการณ์
สื่อด้วยกันย่อมทราบดีว่า สื่อพาณิชย์กำลังเผชิญกับอะไร และไทยพีบีเอสกำลังทำอะไร
ระหว่างนี้ มีข่าวในสื่อต่างๆว่า สตง.ได้เข้ามาตรวจสอบการใช้เงิน บางเรื่องได้สรุปผลแจ้งกลับมาที่ไทยพีบีเอสแล้ว และบางเรื่องก็ใกล้จะสรุป เช่น การใช้รถส่วนกลางซ้ำซ้อน ระดับบริหารได้ทั้งเงินค่าพาหนะเหมาจ่ายรายเดือนและยังใช้รถส่วนกลาง อาจถูกสตง.เสนอแนะให้เรียกเงินคืนสำหรับผู้ที่ใช้รถไม่ถูกต้อง ปัญหาการจัดซื้อจ้างวิธีเฉพาะเจาะจงที่ขัดต่อกฎหมาย การจ้างผู้ดำเนินรายการภายนอกราคาแพง ฯลฯ
ข่าวครึกโครมแบบนี้อาจบีบหัวใจคนที่คัดค้านการเสนอแก้กฎหมายที่มาของแหล่งรายได้ไม่มากก็น้อย หรือไม่รู้สึกอะไรเลยก็เป็นไปได้ แต่ผู้รักความเป็นธรรมและยอมรับความจริงย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สภาพเช่นนี้ได้ลดทอนความน่าเชื่อถือที่มีต่อไทยพีบีเอสไม่น้อย
เหนืออื่นใด…หากไทยพีบีเอสอยากอยู่รอดได้ จำเป็นอย่างยิ่งต้องยกเครื่องผ่าตัดกันครั้งใหญ่ ดังที่องค์กรวิชาชีพสื่อใช้คำว่า “ปฏิรูป” โดยไทยพีบีเอสต้องปรับตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงออกต่างๆต้องสุขุมรอบคอบ ผ่านการวิเคราะห์และกำหนดยุทธศาสตร์กับการขับเคลื่อนอย่างฉลาดและแยบยล
เพราะความเป็นสื่อสาธารณะที่ต้องเป็น“มืออาชีพ” คอยค้ำคออยู่
หากเบี่ยงเบนไปจากนี้ กลายเป็นองค์กรที่มุ่งปกป้องตัวเองจนกัาวข้ามเส้นความเป็นเที่ยงธรรม ความสมดุล การเปิดพื้นที่ สร้างเวทีกลางให้ทุกฝ่ายเสนอความจริงอย่างครบถ้วน รอบด้าน
โน้มเอียงไปสู่การสร้างเวทีและพื้นที่ให้ตัวเองและเครือข่ายพวกเดียวกันเป็นหลัก
ไม่กล้านำเสนอ ไม่กล้ายอมรับว่าองค์กรก็มีปัญหา ใช้เงินจากภาษีบาปอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่ถูกต้อง
และบางทีอาจจะช้าหรือสายไปที่จะเยียวยา กอบกู้สถานการณ์ไทยพีบีเอส



















