โฆษกรัฐบาลแจง ครม.อนุมัติงบกลางปี 2570 อีก 10,508 ล้านบาท เยียวยาผู้ประสบอุทกภัยกว่า 1 ล้านครัวเรือน ยืนยันเงินก้อนเดิมไม่ได้หมด แต่เป็นการบริหารงบเพื่อจ่ายต่อเนื่อง พร้อมชี้ปัญหา กทม. ล่าช้าไม่ได้อยู่ที่แอปฯ “ทางรัฐ” แต่ติดขั้นตอนตรวจสอบของท้องถิ่น
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 20 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติอนุมัติงบกลางปี 2570 จำนวน 10,508 ล้านบาท เพื่อใช้เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย หลังรัฐบาลรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงข้อมูลจากสื่อและโซเชียลมีเดีย ซึ่งพบว่ามีการนำเสนอข้อมูลคลาดเคลื่อนและบิดเบือนข้อเท็จจริงหลายประเด็น
นายเอกภพอธิบายว่า กระบวนการเยียวยาผู้ประสบภัยเริ่มจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล อบต. หรือ กทม. ร่วมกับฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือสำนักงานเขต ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายและผู้พักอาศัย ก่อนขึ้นทะเบียนผู้ประสบภัยและส่งข้อมูลให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รวบรวมเพื่อเสนอของบประมาณ โดยที่ผ่านมาอาจใช้เวลาตั้งแต่ 1 เดือน ไปจนถึง 2-3 เดือนกว่าจะได้รับเงินเยียวยา
แต่สำหรับสถานการณ์ครั้งนี้ ซึ่งเกิดขึ้นช่วงปลายเดือน ก.ย. และตรงกับช่วงสิ้นปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลได้เตรียมงบกลางที่เหลืออยู่กว่า 4,700 ล้านบาทไว้สำหรับการเยียวยา ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ดำเนินการโดยเร็วที่สุด โดย ครม. มีมติเมื่อวันที่ 29 ก.ย. ให้นำงบส่วนดังกล่าวมาใช้เป็นเงินเยียวยาเบื้องต้น หากไม่กันงบไว้ เงินก็จะต้องถูกส่งคืนคลังตามระบบงบประมาณ
จากนั้นเมื่อจังหวัดต่างๆ สำรวจและส่งข้อมูลผู้ประสบภัยเข้ามา ปภ. ได้เร่งตรวจสอบและดำเนินการจ่ายเงิน โดยขณะนี้มีการสั่งจ่ายไปแล้วกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งขั้นตอนการตรวจสอบที่ ปภ. ใช้เวลาไม่เกิน 1 วัน เป็นการตรวจสอบข้อมูลพื้นฐาน เช่น เลขบัตรประชาชนถูกต้องหรือไม่ มีชื่อผู้เสียชีวิตมาเบิกหรือไม่ และมีการเบิกจ่ายซ้ำซ้อนหรือไม่ ก่อนส่งข้อมูลไปยังธนาคารออมสิน
นายเอกภพระบุว่า เดิมธนาคารใช้เวลาประมาณ 3 วัน แต่รัฐบาลได้สั่งการให้ลดเหลือ 1 วัน ทำให้ตั้งแต่ ปภ. ส่งข้อมูลไปยังธนาคารจนประชาชนได้รับเงิน ใช้เวลาประมาณ 2 วัน จึงถือเป็นการเร่งรัดการจ่ายเงินให้เร็วที่สุด
“เงินไม่ได้หมด” นายเอกภพย้ำ พร้อมระบุว่า การที่ยังมีคำขอเข้ามาและประชาชนอีกกว่า 1 ล้านครัวเรือนยังไม่ได้รับเงิน เป็นเหตุผลที่ ครม. อนุมัติงบกลางปี 2570 เพิ่มอีก 10,508 ล้านบาท ไม่ใช่การที่งบเดิมหมดจนไม่สามารถจ่ายต่อได้
ส่วนกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เป็นสาเหตุให้การจ่ายเงินล่าช้า นายเอกภพระบุว่า เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง โดยแอปพลิเคชันทางรัฐเป็นช่องทางให้ประชาชนลงทะเบียนและตรวจสอบตัวบุคคล ขณะที่ข้อมูลผู้ประสบภัยจะเข้าสู่ระบบเพื่อให้ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล อบต. หรือ กทม. ตรวจสอบและยืนยันสิทธิ ก่อนส่งต่อให้ ปภ. ดำเนินการจ่ายเงิน
นายเอกภพตั้งคำถามถึงความแตกต่างระหว่างการทำงานในต่างจังหวัดกับ กทม. ว่า เหตุใดพื้นที่ต่างจังหวัดสามารถให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานท้องถิ่นลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ กทม. กลับมีปัญหาติดขัด ทั้งที่ใช้ระบบเดียวกัน โดยมองว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่กระบวนการประสานงานและการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ไม่ใช่ตัวระบบ
สำหรับการขอเงินเยียวยาจากเงินทดรองราชการ ซึ่งเป็นเงินสำหรับซ่อมแซมบ้านเรือน นายเอกภพกล่าวว่า กทม. ยังไม่ได้เปิดระบบ API เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันทางรัฐ โดยแอปฯ สามารถทำหน้าที่เป็นช่องทางตรวจสอบตัวบุคคลเท่านั้น จึงต้องสอบถาม กทม. ถึงสาเหตุที่ยังไม่ได้เชื่อมโยงระบบดังกล่าว
นายเอกภพย้ำว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นใน กทม. ไม่ใช่ปัญหาของแอปพลิเคชันทางรัฐ แต่เป็นเรื่องของระบบหรือกระบวนการทำงานในพื้นที่ โดยข้อมูลที่รัฐบาลได้รับพบว่า กทม. เป็นพื้นที่ที่ได้รับเงินเยียวยามากที่สุดเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น แม้จะมีบางขั้นตอนที่ติดขัด โดยจากจำนวนคำของบประมาณที่ กทม. เสนอเข้ามากว่า 1.3 ล้านครัวเรือน มีการจ่ายเงินไปแล้วกว่า 300,000 ครัวเรือน
“คนที่ได้จริงต้องได้” นายเอกภพระบุ พร้อมย้ำว่า การตรวจสอบและรับรองสิทธิเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของท้องถิ่น เทศบาล อบต. และ กทม. ไม่ใช่หน้าที่ของ ปภ. หรือธนาคารที่จะต้องลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงแทนพื้นที่
พร้อมขอให้ผู้ที่มีสถานะเป็นตัวแทนประชาชนหลีกเลี่ยงการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนหรือสร้างความตระหนกให้กับประชาชน เพราะอาจทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเงินเยียวยาจะหมดและต้องเร่งไปต่อแถวเพื่อขอรับเงิน ทั้งที่รัฐบาลยังเดินหน้าจัดสรรงบประมาณและดำเนินการเยียวยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับเงินและสามารถฟื้นฟูความเสียหายจากอุทกภัยได้เร็วที่สุด



















