อนุทิน ปฏิเสธกระแสข่าวนายทักษิณ ชินวัตร ใช้การลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเงื่อนไขต่อรองการพิจารณาสิทธินิรโทษกรรม ยืนยันไม่มีการพูดคุยหรือเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการเมือง พร้อมระบุพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลยืนยันสนับสนุนรัฐบาลตามสถานะของพรรค
เวลา 12.50 น.วันที่ 2 พ.ย.69 ที่โรงพยาบาลหนองคาย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้การลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นเงื่อนไขต่อรองกับการพิจารณาสิทธิได้รับการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุข เพื่อแลกกับการลงมติสนับสนุนรัฐบาลว่า เป็นเพียงข่าวที่ตนไม่ทราบรายละเอียด โดยทุกอย่างต้องดำเนินการตามกฎหมายและบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ไม่ได้พิจารณาว่าเป็นบุคคลใด แต่ต้องคำนึงถึงความเท่าเทียมของทุกคน
เมื่อถามว่าหากนายทักษิณยื่นขอรับสิทธิดังกล่าว ถือเป็นสิทธิของเจ้าตัวหรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ทุกคนมีสิทธิอยู่แล้ว แต่การพิจารณาต้องเป็นไปตามระเบียบและข้อกฎหมาย ไม่สามารถใช้ชื่อหรือสถานะของบุคคลเป็นเกณฑ์ตัดสินได้
ส่วนกระแสข่าวว่ามีการเจรจาแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการเมือง นายอนุทินกล่าวว่า ไม่คิดว่าจะมีใครกล้านำเรื่องนี้มาพูดกับตน เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาเชื่อมโยงกับประเด็นทางการเมืองหรือเรื่องของรัฐบาล พร้อมยืนยันว่า นายทักษิณไม่เคยพูดคุยเรื่องนี้กับตน และไม่มีการพบกันเป็นการส่วนตัวเพื่อหารือเรื่องดังกล่าว
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงผู้ปล่อยข่าวว่า ผู้สื่อข่าวควรตรวจสอบและกลั่นกรองข้อมูล โดยเฉพาะข่าวที่ดูแล้วไม่น่าเป็นไปได้ ไม่ควรนำไปขยายความต่อ พร้อมระบุว่าเรื่องนี้ไม่ได้ให้ความสนใจแม้แต่วินาทีเดียว
สำหรับท่าทีของพรรคเพื่อไทยในการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทินกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยอยู่ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล และได้รับการยืนยันจากหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค รวมถึงผู้ใหญ่ของพรรคที่อยู่ในคณะรัฐมนตรีมาโดยตลอดว่า ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลต้องให้การสนับสนุนรัฐบาล โดยไม่มีเงื่อนไขหรือท่าทีว่าจะต้องรอพิจารณาก่อน
ส่วนพรรคร่วมรัฐบาล 2 พรรคใหญ่จะยังคงร่วมรัฐบาลต่อไปหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรีระบุว่า ทั้งสองพรรคยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาลและเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน
ขณะที่ประเด็นการนิรโทษกรรมซึ่งมีผู้ยื่นขอรับสิทธิเข้ามาอย่างต่อเนื่อง นายอนุทินย้ำว่า ทุกอย่างมีขั้นตอนและลำดับการดำเนินการตามกฎหมาย หากผู้ยื่นคำขอมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ก็สามารถดำเนินการได้ แต่หากไม่เข้าเกณฑ์ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน
นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า ในยุครัฐบาลของตนจะต้องไม่มีการดำเนินการแบบคลุมเครือ หากเป็นความผิดก็ต้องดำเนินการตามข้อเท็จจริง หากเป็นผู้บริสุทธิ์ก็ต้องได้รับความเป็นธรรม จะไม่มีการยัดข้อหาหรือสร้างข้อมูลเท็จเพื่อใส่ร้ายบุคคล แล้วนำคดีความไปใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง พร้อมยืนยันว่า “ของตนไม่มี ชาย 100%”



















