วันเสาร์, มิถุนายน 22, 2024
หน้าแรกHighlight“ทอท.”ลุยลงทุน“สุวรรณภูมิเฟส 2” จ่อชง“คมนาคม-ครม.”ไฟเขียว
- Advertisment -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“ทอท.”ลุยลงทุน“สุวรรณภูมิเฟส 2” จ่อชง“คมนาคม-ครม.”ไฟเขียว

“ทอท.” ชง “คมนาคม-ครม.” อนุมัติโครงการลงทุนท่าอากาศยานสุวรรรณภูมิระยะ 2 วงเงินกว่า 55,660 ล้านบาท รองรับผู้โดยสารในอนาคต เตรียมชงบอร์ดคลอดมาตรการจูงใจสายการบินใช้บริการอาคาร SAT-1

นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ทอท.เตรียมเสนอกระทรวงคมนาคมและครม.พิจารณาอนุมัติ โครงการลงทุนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 ซึ่งประกอบด้วย

1.โครงการก่อสร้างอาคารส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารหลัก ด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรองรับผู้โดยสาร 15 ล้านคนต่อปี งบประมาณลงทุน 7,830 ล้านบาท เพิ่มพื้นที่ 66,000 ตารางเมตร สถานะปัจจุบันอยู่ช่วงปรับแบบให้เข้ากับการใช้งานในปัจจุบัน คาดว่าเปิดประมูลต้นปี 2567

2.โครงการก่อสร้างอาคารส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันตก (West Expansion) รองรับผู้โดยสาร 15 ล้านคนต่อปี งบประมาณลงทุน 7,830 ล้านบาทเพิ่มพื้นที่ 66,000 ตารางเมตร

3.โครงการพัฒนาอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ เพื่อเพิ่มพื้นที่ 348,000 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสาร 30 ล้านคนต่อปี งบประมาณลงทุน 4 หมื่นล้านบาท กำลังศึกษารายละเอียดโครงการเพื่อให้สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน

สำหรับอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) จะเปิดบริการแบบ Soft Opening ในวันที่ 28 ก.ย.นี้ คาดว่า SAT-1 จะช่วยเพิ่มพื้นที่รองรับผู้โดยสารอีก 216,000 ตารางเมตร และเพิ่ม 28 หลุมจอดประชิดอาคารสร้างความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสาร 

นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจาก 45 ล้านคนต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 60 ล้านคนต่อปีต่อไป โดยหลังจากทดลองเปิดให้บริการ 1 เดือน ทอท.จะมีการประเมินความพร้อมเพื่อเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบภายในปีนี้

ส่วนการทดลองเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย. จะมี 2 สายการบินใช้อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 แห่งนี้ ประกอบด้วย สายการบินไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ และ สายการบินไทยเวียตเจ็ท โดยที่ 28 ก.ย.สายการบินไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ เที่ยวบินที่ XJ 0761 จะเป็นเที่ยวบินที่จอดใช้บริการ SAT-1 โดยเดินทางจากเซี่ยงไฮ้ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลา 10.15 น. 

ทั้งนี้สัปดาห์แรกที่เปิดบริการ สายการบินไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์จะให้บริการวันละ 14 เที่ยวบิน และสายการบินไทยเวียตเจ็ทจะให้บริการวันละ 4 เที่ยวบิน และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะพิจารณาจัดสายการบินอื่นเข้าใช้บริการอาคาร SAT-1 เพิ่มต่อไป

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทอท.กำลังเจรจา 10 สายการบินที่จะมาใช้บริการอาคารผู้โดยสารนี้ เช่น สายการบินเอมิเรตส์, สายการบินเอทิฮัด, ออล นิปปอน แอร์เวย์, กาต้า แอร์เวย์, มาฮานแอร์ สายการบินจากอิหร่าน และสายการบินไทย คาดว่าหลังทดลองเปิดให้บริการ SAT-1 แล้ว สายการบินดังกล่าวจะตัดสินใจเข้ามาใช้บริการ 

ขณะเดียวกันทอท.กำลังพิจารณามาตรการจูงใจสายการบิน เช่น ส่วนลดบริการกราวด์เซอร์วิส ค่าใช้จ่ายค่าเช่าออฟฟิศและค่าใช้สะพานเทียบ โดยจะพิจารณาเสร็จพร้อมเสนอคณะกรรมการ ทอท.ภายใน 1 เดือนหลังจากนี้

ส่วนปริมาณผู้โดยสาร 6 ท่าอากาศยาน ทอท.ปัจจุบันผู้โดยสารระหว่างประเทศฟื้นตัวในระดับ 70% โดยส่วนใหญ่เป็นตลาดยุโรป อเมริกา และตะวันออกกลาง ส่วนจีนยังฟื้นตัวน้อย 

ขณะที่ผู้โดยสารในประเทศตอนนี้ฟื้นตัว 100% ซึ่ง ทอท.ประเมินว่าปีงบประมาณ 2566 จะมีผู้โดยสารรวม 6 ท่าอากาศยาน 100 ล้านคน และเพิ่มในปี 2567 อยู่ที่ 150 ล้านคน สูงกว่าช่วงก่อนโควิดที่มี 142 ล้านคน โดยเฉพาะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คาดว่าปีงบ 2566 จะมีผู้โดยสาร 40 ล้านคน และปีงบประมาณ 2567 ขยายตัวไป 60 ล้านคน กลับมาเทียบเท่าปี 2562

ด้านปริมาณผู้โดยสารจะสูงกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด-19 เพราะการท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก และ ทอท.ลงทุนขยายขีดความสามารถท่าอากาศยานต่างๆ โดยเฉพาะสุวรรณภูมิที่เตรียมเปิดรันเวย์ 3 และอาคาร SAT-1 ที่จะเพิ่มพื้นที่รองรับผู้โดยสาร รวมถึงมีหลุมจอดรองรับอากาศยานเพิ่มอีก 28 หลุมจอด ดังนั้นเมื่อขีดความสามารถเพิ่มขึ้นจะรองรับดีมานด์ผู้โดยสารได้มากขึ้น

ส่วนนโยบายวีซ่าฟรี จะจูงใจนักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางมากขึ้น โดยช่วง 5 เดือนของการใช้มาตรการระหว่าง 25 ก.ย.66-29 ก.พ.67 คาดว่าผู้โดยสารจีนเพิ่มสูงถึง 5 ล้านคน จากเดิม ทอท.ประเมินว่ามีปริมาณ 2.4 ล้านคน ซึ่งถือว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยเริ่มเห็นสัญญาณการเดินทางแล้ว จากปริมาณเที่ยวบินจีนในเดือน ส.ค.-ก.ย.2566 มีจำนวน 100-200 เที่ยวบินต่อเดือน ขณะที่เดือน ต.ค.2566 คาดว่ามี 300 เที่ยวบินต่อเดือน เช่นเดียวกับผู้โดยสารเดือน ส.ค.-ก.ย.2566 มีจำนวน 3.5 แสนคนต่อเดือน ขณะที่เดือน ต.ค.2566 คาดว่าจะมี 6.2 แสนคนต่อเดือน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ทอท.มีแผนลงทุนเพื่อขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยจะมีการประมูลระบบสายพานลำเลียงกระเป๋าส่วนอาคาร SAT-1 เพราะปัจจุบันมีเฉพาะระบบของบริการขาออก แต่ขาเข้ายังเป็นการลำเลียงกระเป๋าด้วยรถลาก 

ดังนั้นเพื่อความรวดเร็วในการให้บริการ ทอท.จึงได้มีการศึกษาระบบสายพานเพิ่มเติม เพื่อให้บริการในรูปแบบอุโมงค์ทางลอดติดอุโมงค์รถไฟฟ้าไร้คนขับ APM ซึ่งจะใช้งบประมาณพัฒนาระบบสายพานกระเป๋าขาเข้า 3,700 ล้านบาท โดยจะเปิดประมูลต้นปี 2567 ใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 2 ปี รวมทั้งคาดว่าจะมีการเปิดให้บริการได้ปี 2569

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบินไทยกำลังหารือ ทอท.เพื่อพิจารณาการใช้พื้นที่อาคาร SAT-1 เนื่องจากการบินไทยต้องประเมินว่าการเพิ่มพื้นที่บริการอีกอาคารนั้น จะทำให้การบินไทยต้องเพิ่มต้นทุนบริหารจัดการเท่าไหร่ คุ้มค่าหรือไม่ เพราะจะต้องมีต้นทุนเพิ่ม อาทิ ต้นทุนค่าเช่าที่จอดรถและอุปกรณ์ 

รวมถึงค่าใช้จ่ายที่จะต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน ทั้งอาคารผู้โดยสารหลัก (Main Terminal) และไปให้บริการที่ SAT-1 ซึ่งต้องรอประเมินความพร้อมบริการอาคารดังกล่าว และหลุมจอดทั้ง 28 หลุมจอดว่ามีความพร้อมเพียงใด คาดว่าได้ข้อสรุปภายในปีนี้

- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_imgspot_img

Featured

- Advertisment -spot_img
Advertismentspot_imgspot_img
spot_imgspot_img