วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 23, 2024
หน้าแรกHighlightสารพัดปัจจัยรุมเร้า หอการค้าไทยหั่นเป้าจีดีพีโตเพียง 2.6%
- Advertisment -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

สารพัดปัจจัยรุมเร้า หอการค้าไทยหั่นเป้าจีดีพีโตเพียง 2.6%

“หอการค้าไทย” ประกาศหั่นเป้าจีดีพีไทยปีนี้โตเพียง2.6% จาก 3.2% หลังเจอปัจจัยบั่นทอนเศรษฐกิจทั้งบริโภครัฐ-เอกชนไม่โดดเด่น- ลงทุนรัฐติดลบหนัก ขณะที่หนี้สินครัวเรือนพุ่ง

นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ฯ ได้ปรับลดประมาณเศรษฐกิจไทยปี 67 ลงเหลือขยายตัว 2.6% จากการประมาณการเดือน ม.ค. 67 ที่คาดขายตัว 3.2% มูลค่า 18.41 ล้านล้านบาท ลดจากเดิมที่คาด 19.15 ล้านล้านบาท ส่วนการบริโภคภาคเอกชน คาดโต 2.8% ลดจาก 3.2%, การบริโภครัฐ คาดโต 1.5% จากเดิม 2.5%, การลงทุนรวม คาดโต 2.4% ลดจาก 3.0% จากการลดลงของการลงทุนเอกชน ที่เหลือโต 3.1 จาก 3.5% และการลงทุนรัฐ ติดลบหนักที่ 1.0% จากเดิมคาดบวก 1.7%

ส่วนการส่งออกสินค้า คาดโต 2.8% ลดจาก 3.0%, การนำเข้าคงที่ที่ 3.8% แต่รายได้จากนักท่องเที่ยวเพิ่มเป็น 1.61 ล้านล้านบาท จากเดิม 1.48 ล้านล้านบาท, เงินเฟ้อทั่วไป คาดโต 1.0% จากเดิม 2.0%, อัตราว่างงาน 1.10% เพิ่มจาก 0.90% และสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 89.8% จาก 87.8%

“แม้คาดว่าปีนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้าไทยได้ตามเป้าหมายที่ 35 ล้านคน และรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มเป็น 1.6 ล้านล้านบาท แต่ยังไม่สามารถฉุดให้เศรษฐกิจไทยปรับขึ้นได้เกิน 3% คาดจะโตได้ 2.6% เพราะการค้าโลกที่คาดลดลงเหลือโต 3.3% จากเดิม 3.5% และกระทบการส่งออกไทย, การบริโภคเอกชน แม้ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาเติบโต แต่มีแนวโน้มชะลอลง, การลงทุนเอกชนยังไม่สดใส และการเบิกจ่ายงบรัฐต่ำกว่าคาด เพราะ พ.ร.บ.งบยังไม่ผ่าน คาดจะเริ่มเบิกจ่ายได้หลังสงกรานต์ ซึ่งงบรายจ่ายประจำ เร่งเบิกจ่ายได้ ไม่มีปัญหา แต่งบลงทุนอาจติดขัด ปัจจัยบั่นทอนเหล่านี้ ฉุดให้จีดีพีหายไป 0.6% และเหลือขยายตัวเพียง 2.6%”

อย่างไรก็ตาม หากรัฐต้องการผลักดันให้จีดีพีปีนี้โตได้เกิน 3.0% จำเป็นต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบรายจ่ายประจำ และงบลงทุนทันทีหลัง พ.ร.บ.งบประมาณผ่านแล้ว หรือเดือน เม.ย.-พ.ค. โดยทุกๆ 100,000 ล้านบาทของการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคภาครัฐ มีผลทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้นได้ 0.52% และทุกๆ 100,000 ล้านบาทของงบลงทุนรัฐ มีผลทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้นได้อีก 0.68%, เร่งมาตรการการคลังผ่านดิจิทัล วอลเล็ต โดยทุกๆ 100,000 ล้านบาทของเงินที่โอนให้กลุ่มเป้าหมาย ทำให้ จีดีพีเพิ่มขึ้น 0.26%

นอกจากนี้ ต้องเร่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยจำนวนที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 ล้านคน ทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 0.26%, เพิ่มรายจ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 100,000 ล้านบาท ทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 0.56%, เพิ่มรายได้จากการส่งออกสินค้า ซึ่งทุกๆ 100,000 ล้านบาทของรายได้จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 0.60% และลดดอกเบี้ยนโยบาย โดยทุกๆ 0.25% ของดอกเบี้ยที่ลดลง ทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 0.12% หรือมีเงินหมุนในระบบเพิ่มขึ้น 150,000 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้ หากรัฐยังดำเนินการล่าช้า ก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำลง

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า โจทย์ของรัฐบาลขณะนี้ คือ ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจปีนี้โตเกิน 3% หลังจากที่หลายสำนักคาดการณ์การเติบโตใกล้เคียงกันหมดที่ 2.6-2.8% ซึ่งส่วนตัวเห็นว่า ยังมีโอกาสที่เศรษฐกิจจะโตได้ 3.1-3.5% ถ้ารัฐเร่งงบลงทุนตั้งแต่เดือน เม.ย. จะทำให้จีดีพีเพิ่มได้ทันที 0.51% ถ้าลงทุนเดือน พ.ค. จีดีพีจะเพิ่ม 0.45% หากช้าไปเรื่อยๆ ก็จะกระตุ้นจีดีพีโตลดลงเรื่อยๆ ต่อมาคือ เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย เร่งออกดิจิทัลวอลเล็ต ที่มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่านโยบายการเงิน อย่างการลดดอกเบี้ย

“ส่วนตัวมองว่า มีโอกาสที่ปีนี้จะลดดอกเบี้ยนโยบายได้ 2 ครั้ง หรือ 0.25-0.50% หลังจากที่สหรัฐฯลดดอกเบี้ยแล้ว เพื่อพยุงให้เงินเฟ้อพื้นฐาน ที่เกิดจากการบริโภคที่แท้จริง ยังขยายตัวได้ไม่ติดลบ เพราะถ้ายังติดลบต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่า กำลังซื้อประชาชนอ่อนแรง การลดดอกเบี้ยจะช่วยผ่อนคลายเศรษฐกิจ และมองว่า จากการท่องเที่ยวที่ดีขึ้น ราคาสินค้าเกษตรสำคัญอยู่ในระดับสูง จะเป็นจุดเปลี่ยนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบรูปตัวยู (U) คือ การใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทุกภาคส่วน จากเดิมเป็นรูปตัวเค (K) ที่เฉพาะคนมีรายได้เท่านั้น ที่ยังใช้จ่ายอยู่”

- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_imgspot_img

Featured

- Advertisment -spot_img
Advertismentspot_imgspot_img
spot_imgspot_img