“ศุภจี” แสดงความเชื่อมั่นความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ เข้มแข็ง และเป็นรากฐานสำคัญสำหรับความร่วมมือในอนาคต ไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตโลก ชวนยักษ์ใหญ่ “สหรัฐฯ” ลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
เมื่อวันที่ 17 ส.ค.69 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวสุนทรพจน์ในงาน Thailand – U.S. Trade and Investment Summit 2026: Building on a Longstanding Partnership ณ โรงแรม Hyatt Regency กรุงเทพฯ ซึ่งจัดโดยหอการค้าไทย หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM Thailand) และหอการค้าสหรัฐอเมริกา (U.S. Chamber of Commerce)
นางศุภจี กล่าวตอนหนึ่งว่า โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งรูปแบบการค้าและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกำลังปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกและทดสอบความสามารถในการรับมือของเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยประเทศไทยไม่ได้ต้องการเพียงตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่พร้อมเป็น ส่วนหนึ่งของทางออก ด้วยการยกระดับบทบาทของไทยให้เป็น ฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ (resilient, secure and trusted manufacturing and supply chain base) สำหรับภูมิภาคและตลาดโลก

“พื้นฐานสำคัญของความมุ่งมั่นดังกล่าว คือ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่มีมายาวนานกว่า 200 ปี และตั้งอยู่บนความไว้วางใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นรากฐานให้ทั้งสองประเทศสามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ และคว้าโอกาสใหม่ ๆ ร่วมกันได้”
นางศุภจี ย้ำว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของไทย และเป็น ตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยมีบริษัทอเมริกันหลายร้อยแห่งเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย มีมูลค่าการลงทุนสะสมหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และก่อให้เกิดการจ้างงานหลายแสนตำแหน่ง ตลอดจนมีส่วนสำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ในนามรัฐบาลไทย จึงขอขอบคุณภาคธุรกิจอเมริกันสำหรับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
สำหรับทิศทางในอนาคต ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเป็นเศรษฐกิจรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง นวัตกรรม และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยรัฐบาลส่งเสริมการลงทุนใน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ และยานยนต์แห่งอนาคต พร้อมเชิญชวนนักลงทุนและภาคธุรกิจสหรัฐฯ เข้ามามีส่วนร่วมในบทใหม่ของการเติบโตของไทย เพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าใหม่ โอกาสใหม่ และความมั่งคั่งร่วมกัน
นางศุภจี เน้นย้ำว่า ไทยต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ บนพื้นฐานของ “Partnership and Co-creation” หรือความเป็นหุ้นส่วนและการร่วมกันสร้างสรรค์ ความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืนต้องประกอบด้วยความไว้วางใจ ความอดทน ความเคารพซึ่งกันและกัน การแบ่งปันโอกาส ความรับผิดชอบ และคุณค่าร่วมกัน ขณะที่รัฐบาลไทยพร้อมทำหน้าที่ของตนเองผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงาน การสนับสนุนนวัตกรรม และการส่งเสริมสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่มีความโปร่งใส คาดการณ์ได้ และมีความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้การลงทุนและการดำเนินธุรกิจสามารถเติบโตได้ในระยะยาว

ด้านการค้า นางศุภจี กล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนควรตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันและการเติบโตอย่างสมดุล โดยรัฐบาลไทยทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนเพื่อขยายการค้าสองทาง รวมถึงการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะ พลังงาน เครื่องจักรและอุปกรณ์ขั้นสูง และสินค้าเกษตรบางประเภทที่ไทยมีความต้องการและผลิตได้ไม่เพียงพอภายในประเทศ
นางศุภจี กล่าวว่า ความมุ่งมั่นดังกล่าวสะท้อนผ่านความพยายามของไทยในการผลักดัน กรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สมดุล และเป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยเปิดเผยว่า ตนจะเดินทางไปกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการเดินทางครั้งที่ 3 ในปีนี้ เพื่อร่วมผลักดันการเจรจาให้สามารถหาข้อสรุปได้ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือผลลัพธ์ที่สมดุลสำหรับทั้งสองฝ่ายและก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน
ขณะเดียวกัน นางศุภจี กล่าวว่า ความสัมพันธ์ด้านการลงทุนไม่ได้เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว โดยบริษัทไทยได้เข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ แล้วมากกว่า 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแผนที่จะขยายการลงทุนเพิ่มเติมในปีนี้ การลงทุนของไทยในสหรัฐฯ ยังมีส่วนช่วยสร้างการจ้างงานหลายหมื่นตำแหน่ง สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศสามารถสร้างโอกาส การจ้างงาน และการเติบโตให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ
“แม้เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน แต่ดิฉันยังเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ทั้งในระดับรัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชน จะยังคงเข้มแข็ง และเป็นรากฐานสำคัญสำหรับความร่วมมือในอนาคต”
นางศุภจี กล่าวในช่วงท้ายว่า ประเทศไทยพร้อมเป็น หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และพร้อมทำงานร่วมกันเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและมีความยืดหยุ่น ตลอดจนสร้างความมั่งคั่งร่วมกันให้แก่คนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นต่อไป พร้อมขอบคุณหอการค้าไทย AMCHAM Thailand และ U.S. Chamber of Commerce ที่ร่วมกันจัดงาน และโดยเฉพาะ AMCHAM Thailand ที่มีบทบาทมาอย่างยาวนานในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างไทยและสหรัฐฯ



















