บางจากชี้แจงรายวัน ยันซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรีโปร่ง ผ่านการอนมุัติทุกขั้นตอน ย้ำซื้อราคา 9,000 ล้านบาทเป็นไปตามมูลค่าของคลังที่มีการลงทุนเพิ่ม และยังได้ที่ดิน 150 ไร่ รองรับการขยายคลังเก็บน้ำมันในอนาคต
จากกรณีที่กลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อย บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ยื่นหนังสือต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณี บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ BCP ซื้อคลังน้ำมันและที่ดินใน จ.เพชรบุรี ราคา 9,000 ล้านบาท โดยตั้งข้อสงสัยเรื่องความเหมาะสมของมูลค่าการลงทุน รวมถึงกระบวนการดำเนินธุรกรรม
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BCP ได้เปิดแถลงข่าวเพื่อชี้แจงในเรื่องนี้พร้อมผู้บริหารไปเมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า การเข้าลงทุนในโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรี มีความโปร่งใสและได้ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน
ทั้งนี้ดีลการซื้อคลังน้ำมันและที่ดิน ในจ.เพชรบุรี เนื่องมาจากโรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และไม่มีระบบคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของตนเอง ทำให้ต้องอาศัยคลังน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน และระบบโลจิสติกส์จากภายนอกมาโดยตลอด ขณะที่การจัดเก็บน้ำมันและการบริหาร Supply Chain ถือเป็นโจทย์สำคัญของโรงกลั่น จึงเกิดการศึกษาทางเลือกในการบริหารจัดการคลังน้ำมันดิบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และรองรับการเติบโตของธุรกิจ
โดยย้อนกลับไปในช่วงปี 2537–2542 บริษัทบริหารจัดการโดยใช้ FSU WYOMING เป็นคลังลอยน้ำรองรับการดำเนินงานของโรงกลั่นในระยะเริ่มต้น ซึ่งมีกำลังการกลั่นประมาณ 70,000 บาร์เรลต่อวัน และมีความจุประมาณ 400 ล้านลิตร ต่อมาในปี 2543 บริษัทได้ปรับมาใช้คลังน้ำมัน 2 แห่งที่อำเภอศรีราชา เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นเป็น 80,000 บาร์เรลต่อวัน โดยใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 16 ปี

ภายหลังเมื่อปริมาณธุรกิจและความซับซ้อนของ Supply Chain เพิ่มขึ้น รวมถึงมีการขยายกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 120,000 บาร์เรลต่อวัน บริษัทจึงได้ศึกษาทางเลือกด้านคลังน้ำมันและโลจิสติกส์เพิ่มเติมต่อเนื่อง ทั้งการใช้คลังลอยน้ำ การเช่าคลัง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม ในช่วงปี 2560–2565 บริษัทยังต้องใช้ FSU BONGKOT เป็นคลังลอยน้ำชั่วคราว ความจุประมาณ 300 ล้านลิตร เพื่อทดแทนคลังศรีราชาบางส่วน ระหว่างการศึกษาแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังและโลจิสติกส์เพิ่มเติม
นอกจากนี้ตั้งแต่ปี 2553–2562 บริษัทได้ว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระหลายราย เพื่อศึกษาทางเลือกในการบริหารคลังน้ำมันหลายรูปแบบและในหลายพื้นที่ ทั้งการศึกษาคลังเดิมในจังหวัดเพชรบุรี การพัฒนาคลังใหม่ที่จุกเสม็ด จังหวัดชลบุรี การขยายคลังในจังหวัดระยอง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมในพื้นที่ฝั่งตะวันตก รวมถึงการใช้คลังลอยน้ำและการเช่าคลัง
โดยเปรียบเทียบทั้งด้านต้นทุน ความจุ ระบบท่อส่ง ความสามารถในการรองรับเรือขนาดใหญ่ และศักยภาพด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้จากการศึกษาได้ข้อสรุปว่าการลงทุนคลังน้ำมันแห่งใหม่ที่ขนาด 400-700 ล้านลิตร ต้องใช้เงินลงทุน 10,000-12,000 ล้านบาท และจากการศึกษาทางเลือกต่างๆ พบว่าโครงการคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรีนั้น มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนถังจัดเก็บที่เพิ่มจาก 16 ถังเป็น 20 ถัง ความจุจัดเก็บที่เพิ่มจากประมาณ 500 ล้านลิตรเป็นประมาณ 720 ล้านลิตร ระบบท่อส่งน้ำมันที่เพิ่มจาก 3 ท่อเป็น 5 ท่อ ท่าเทียบเรือที่เพิ่มจาก 2 จุดเป็น 6 จุด สามารถรองรับปริมาณธุรกิจและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดียิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน BCPG ก็อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน เพื่อขยายจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และมองหาธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ เพื่อเสริมความมั่นคงของธุรกิจ
โครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีจึงเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนที่สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว รวมถึงความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของกลุ่มบริษัทบางจาก ซึ่งในการพิจารณาการลงทุน BCPG ได้ประเมินมูลค่ากิจการด้วยวิธี Discounted Cash Flow (DCF) อ้างอิงกระแสเงินสดในอนาคตภายใต้สัญญาการให้บริการและศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้สมมติฐานทางการเงินอย่างระมัดระวัง รวมถึงการใช้อัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าระดับตลาดประมาณ 30-50% และอ้างอิงการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอิสระ ซึ่งมูลค่าการลงทุนจำนวน 9,000 ล้านบาทอยู่ภายในกรอบการประเมินดังกล่าว
โดยดีลซื้อคลังเพชรบุรีนั้น ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร คณะกรรมการชุดย่อยที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการ BCPG ซึ่งได้พิจารณารายละเอียด โครงสร้างธุรกรรม ความเหมาะสมทางธุรกิจ และการประเมินมูลค่าอย่างรอบคอบ ก่อนที่คณะกรรมการ BCPG ตัดสินใจลงทุนในขั้นสุดท้าย
สำหรับราคาซื้อขายในปี 2565 ที่ 9,000 ล้านบาท แตกต่างจากราคาที่เคยมีการกล่าวถึงในปี 2553 ที่เคยประเมินไว้ที่ 3,000 ล้านบาทนั้น สะท้อนถึงมูลค่าคลังน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ทั้งจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น เช่น ท่อส่ง ท่าเรือ และถังเก็บน้ำมัน ตลอดจนศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต
“ กลุ่มบางจากยืนยันว่าการลงทุนของ BCPG ในโครงการนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน โปร่งใส และผ่านการพิจารณาจากผู้มีอำนาจตามลำดับ โดยข้อสังเกตบางประเด็นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน และความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรมและหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมการซื้อกิจการ”
นายชัยวัฒน์ ยืนยันว่า กลุ่มบริษัทยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการกำกับดูแลกิจการที่ดีในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระบวนการที่เหมาะสม นอกจากนี้กลุ่มบริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับบริษัทที่ปรึกษาอิสระแต่อย่างใด

ด้านนายรวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BCPG กล่าวว่า ธุรกรรมนี้เป็นการซื้อกิจการบางส่วนของผู้ขาย จึงจำเป็นต้องแยกทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องและกำหนดโครงสร้างการรับโอนผ่านบริษัทย่อยของคู่สัญญา เพื่อถือครองทรัพย์สินก่อนส่งมอบ และฝ่าย BCPG ดำเนินการผ่านบริษัทย่อย หรือ บริษัท เอเชียลิงค์ เทอมินัล จำกัด (ALT) ในกลุ่ม เพื่อรับโอนกิจการ
ทั้งนี้การจัดตั้งบริษัทย่อยดังกล่าวเป็นขั้นตอนปกติทางธุรกิจและกฎหมายสำหรับการแยกและโอนทรัพย์สินเฉพาะส่วน และสอดคล้องกับโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมของ BCPG
ซึ่งตามหลักบัญชี เมื่อมีการรับโอนกิจการต้องดำเนินการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) โดยจำแนกทั้งทรัพย์สินที่มีตัวตนและสิทธิหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นที่ต้องรับรู้ตามมาตรฐานบัญชี
โดยผลการวิเคราะห์แสดงว่าจากมูลค่าซื้อขายประมาณ 9,000 ล้านบาท ประกอบด้วย ส่วนสินทรัพย์ที่มีตัวตนมีมูลค่าประมาณ 6,490 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ได้แก่มูลค่าสัญญาการใช้บริการคลังน้ำมันที่มีอยู่ปัจจุบันประมาณ 1,900 ล้านบาท สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีสุทธิและสินทรัพย์อื่นประมาณ 170 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าความนิยมที่คาดว่าจะได้รับจากกระแสเงินสดในอนาคต เพื่อสะท้อนมูลค่าของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ชัดเจนขึ้น
สำหรับเหตุผลที่บริษัทตัดสินใจเข้าซื้อโครงการดังกล่าว เนื่องจากมองว่าธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่มีรายได้สม่ำเสมอ (fixed income) เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว รวมทั้งช่วยชดเชยโรงไฟฟ้าที่การให้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า หรือ Adder ทยอยสิ้นสุด ตั้งแต่ปี 2564 ซึ่ง ALT เป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนภายใต้แผน Portfolio Transformation เพื่อขยายจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนไปสู่แพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งบริษัทเริ่มรับรู้รายได้จาก ALT ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.66 เป็นต้นมา โดยในปี 2568 มีรายได้อยู่ที่ 900 ล้านบาทต่อปี หรือ IRR อยู่ที่ประมาณ 9% รวมทั้งยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง
นอกจากนี้โครงการคลังน้ำมันเพชรบุรี ซึ่งมีพื้นที่รวม 150 ไร่ ยังมีพื้นที่เหลือสามารถขยายถังได้เพิ่มเติมในอนาคต โดยสามารถรองรับกลุ่มลูกค้าใหม่ ธุรกิจ ทรดดิ้ง ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับ ALT เพราะการที่ท่อ 5 เส้น ช่วยให้หมุนน้ำมันได้เร็วขึ้น
ปัจจุบันคลังน้ำมันเพชรบุรี ใช้เก็บน้ำมันดิบ คิดเป็นประมาณ 50% ของถังทั้งหมด และส่วนที่เหลืออีก 50% ใช้เก็บน้ำมัน SAF ที่จะส่งออก และน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ( Used Cooking Oil :UCO ) ที่นำเข้ามา



















