ส.อ.ท. เสนอรัฐยกระดับ “เอทานอล” สู่เชื้อเพลิงยุทธศาสตร์ เชื่อมพลังงาน–เกษตร–อุตสาหกรรม สร้างความมั่นคง ลดนำเข้าน้ำมัน เพิ่มขีดแข่งขันไทย
เมื่อวันที่ 17 ก.ย.69 นายมงคล เฮงโรจนโสภณ ประธานสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสนอความเห็นเชิงนโยบายต่อนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเรื่อง “การยกระดับเอทานอลเป็นเชื้อเพลิงยุทธศาสตร์ของประเทศ (Strategic Fuel)” โดยมองว่าเอทานอลไม่ควรเป็นเพียงส่วนผสมในน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ควรเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงสำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทย
ปัจจุบันประเทศไทยต้องเผชิญทั้งความผันผวนของราคาพลังงานโลก ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ และแรงกดดันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงด้านอุตสาหกรรมเอทานอลที่เชื่อมโยงจากภาคเกษตร ทั้งวัตถุดิบจากอ้อย กากน้ำตาล และมันสำปะหลัง ฐานการผลิต ระบบเชื้อเพลิง รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นโอกาสในการนำทรัพยากรภายในประเทศมาใช้สร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในประเทศ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ
สำหรับข้อเสนอสำคัญของ ส.อ.ท. จึงมุ่งเน้นที่การพัฒนาจาก “นโยบายการผสมเอทานอลในเชื้อเพลิง” ไปสู่ “การใช้เอทานอลเป็นเชื้อเพลิงเชิงยุทธศาสตร์” ที่เชื่อมโยงอุปสงค์ อุปทาน วัตถุดิบ เทคโนโลยียานยนต์ กลไกราคา และความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกัน โดยมีแนวทางขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่
ข้อเสนอที่ 1 การกำหนดทิศทางให้ E20 เป็นเชื้อเพลิงเบนซินหลัก
ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐพิจารณากำหนดทิศทางระยะยาวให้แก๊สโซฮอล์ E20 เป็นเชื้อเพลิงเบนซินหลักสำหรับรถยนต์ที่สามารถรองรับได้ เพื่อสร้างทิศทางตลาดที่ชัดเจนและเพิ่มการใช้พลังงานที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศ โดยการดำเนินการควรอยู่บนพื้นฐานของการประเมินอย่างรอบด้าน ทั้งปริมาณความต้องการใช้เอทานอล กำลังการผลิต ความเพียงพอของวัตถุดิบ ความสามารถของรถยนต์ที่ใช้งานอยู่ ระบบการจัดเก็บและจำหน่าย ตลอดจนผลกระทบต่อราคาขายปลีกและผู้บริโภค
ในระยะเริ่มต้น ภาครัฐอาจใช้กลไกราคาเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเลือกใช้ E20 แต่ในระยะยาว เป้าหมายควรเป็นการพัฒนาโครงสร้างต้นทุนของทั้งห่วงโซ่ให้สามารถแข่งขันได้ และลดการพึ่งพามาตรการอุดหนุนอย่างต่อเนื่อง
ข้อเสนอที่ 2 การพัฒนาการใช้เอทานอลในสัดส่วนที่ยืดหยุ่น ควบคู่กับอุตสาหกรรมยานยนต์
เมื่อ E20 มีฐานการใช้งานที่มั่นคง ควรศึกษาการพัฒนาระบบการใช้เอทานอลในสัดส่วนที่ยืดหยุ่น (E-Flex) โดยพิจารณาความพร้อมของวัตถุดิบ ราคาน้ำมันในตลาดโลก ต้นทุนเอทานอล และสถานการณ์ความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อให้สามารถเพิ่มการใช้เอทานอลเมื่อมีความเหมาะสม และปรับสัดส่วนได้เมื่อวัตถุดิบตึงตัวหรือต้นทุนสูงผิดปกติ
การพัฒนานโยบายดังกล่าวควรดำเนินควบคู่กับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะการส่งเสริมรถยนต์ไฮบริด (HEV-Flex) และรถยนต์ไมลด์ไฮบริด (mHEV) ที่ผลิตในประเทศให้สามารถรองรับเชื้อเพลิงที่มีสัดส่วนเอทานอลสูงขึ้น การเชื่อมโยงภาคเกษตร เชื้อเพลิง และอุตสาหกรรมยานยนต์เข้าด้วยกันจะช่วยใช้ประโยชน์จากฐานอุตสาหกรรมที่มีอยู่และรักษาความสามารถในการแข่งขันในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ข้อเสนอที่ 3 การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของห่วงโซ่เอทานอล
เงื่อนไขสำคัญของการพัฒนาเอทานอลอย่างยั่งยืน คือ การทำให้เชื้อเพลิงชีวภาพของประเทศไทยสามารถแข่งขันได้จากประสิทธิภาพของระบบมิใช่พึ่งพามาตรการอุดหนุนเป็นหลัก จึงเสนอให้ภาครัฐร่วมกับภาคเอกชนและภาคเกษตร จัดทำแผนยกระดับความสามารถในการแข่งขันของห่วงโซ่เชื้อเพลิงชีวภาพ
แผนดังกล่าวควรครอบคลุมการเพิ่มผลผลิตอ้อยและมันสำปะหลังต่อไร่ การสร้างความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ การลดต้นทุนการเก็บเกี่ยวและขนส่ง การยกระดับประสิทธิภาพโรงงานทั้งด้านผลผลิต การใช้พลังงานและน้ำ ตลอดจนการพัฒนามาตรฐานความยั่งยืนและระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อรองรับตลาดเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำและผลิตภัณฑ์ชีวภาพในอนาคต
นอกจากนี้ ควรกำหนดตัวชี้วัดที่สามารถติดตามผลได้ เช่น ผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนวัตถุดิบต่อลิตรเอทานอล ประสิทธิภาพการผลิต และความเข้มการปล่อยคาร์บอน (Carbon Intensity) ตลอดห่วงโซ่
ส.อ.ท. เห็นว่า การผลักดันยกระดับอุตสาหกรรมเอทานอล มีเป้าหมายสำคัญ คือ เป็นการใช้จุดแข็งและทรัพยากรที่ประเทศไทยมีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน รวมถึงเป็นการเชื่อมโยง ความมั่นคงทางพลังงาน – การสร้างมูลค่าเพิ่มในภาคเกษตร – ความยืดหยุ่นรองรับความผันผวน – การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เข้าด้วยกัน ยกระดับประสิทธิภาพและลดต้นทุนตลอดห่วงโซ่ เพื่อให้เอทานอลไทยสามารถแข่งขันได้ด้วยศักยภาพของตนเองในระยะยาว
ดังนั้น ส.อ.ท. จึงเสนอให้จัดทำยุทธศาสตร์เอทานอลและเชื้อเพลิงชีวภาพของประเทศที่มีเป้าหมายและแผนดำเนินงานระยะยาวอย่างชัดเจน พร้อมยืนยันความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมในการร่วมขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าว



















