นายกฯ มอบนโยบาย “ทีมไทยแลนด์ยุโรป” ขับเคลื่อน “การทูตเชิงรุก“ เน้นโอกาส-ผลประโยชน์ ถึงมือประชาชน จับมือทุกหน่วยงาน “คลัสเตอร์” เดินหน้า FTA ไทย-สหภาพยุโรป
เมื่อวันที่ 24 พ.ค.69 เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) ณ ห้อง Salle Foch อาคาร Le Cercle de L’Union Interralliee กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป โดยมีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วม ซึ่งเป็นการประชุมในรูปแบบนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี คุยกับเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ 24 ประเทศ ประจำภูมิภาคยุโรปเป็นครั้งแรก โดยนายกรัฐมนตรีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังเสียงสะท้อนในการขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งใช้เวลาสนทนากันมากกว่าสามชั่วโมง
ภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญที่ได้มีการหารือ ดังนี้
- การเร่งเครื่อง FTA ไทย-สหภาพยุโรป
- นายกรัฐมนตรีย้ำว่า วาระสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล คือการเร่งรัดความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะช่วยลดอุปสรรคด้านภาษีและการค้า เปิดโอกาสให้สินค้าและวัตถุดิบคุณภาพจากไทยเข้าสู่ตลาดยุโรปได้มากขึ้น ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังให้ความมั่นใจถึงการปรับการทำงาน ที่ให้ทุกหน่วยบูรณาการ เป็นการทำงานในรูปแบบ “คลัสเตอร์” เพื่อผลักดันการเดินหน้าปิดการเจรจา FTA โอกาสนี้ เอกอัครราชทูตหลายประเทศได้สะท้อนว่า ไทยกลับมาเป็นที่สนใจ เรียกว่า “อยู่ในเรดาร์ของนานาชาติ” เพราะไทยไม่ใช่เพียงประเทศผู้ผลิตสินค้า แต่เป็น “หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ” ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain) ขณะเดียวกัน ก็ให้ข้อมูลด้วยว่า ประเทศที่ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีไปก่อนหน้านี้ ต่างมียอดการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปมากขึ้นอย่างมาก
- การทูตเชิงรุกที่ครอบคลุมความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และมนุษยธรรม
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำแนวทางการทูต 2.0 หรือ การทูตที่จับต้องได้ ซึ่งเป็นการทูตเชิงรุกที่รักษาสมดุลท่ามกลางความขัดแย้งของโลก โดยให้ความสำคัญกับ 4 เสาสำคัญ คือ การทูตเพื่อความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และมนุษยธรรม ซึ่งนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ให้ดำเนินการทูตที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ประชาชนจับต้องได้
โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวว่า วันนี้ ไทยพร้อมต้อนรับการค้า การลงทุน รัฐบาลพัฒนา ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคน โดยทำงานร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เพี่อจัดหลักสูตรการศึกษา สร้างทักษะกำลังคน รวมทั้ง การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต

- การยกระดับมาตรฐานสู่ OECD รัฐบาลกำลังเร่งยกระดับกฎหมายและมาตรฐานของประเทศให้สอดคล้องกับ OECD เพื่อสนับสนุนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องการเร่งให้สำเร็จภายใน 3 ปี จากเดิมที่เคยตั้งไว้ 5 ปี
- การชูจุดแข็งไทยด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงานแห่งอนาคต
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ร่วมกับผู้นำในกลุ่มอาเซียน พบว่าทุกประเทศต่างปักหมุดให้ “ความมั่นคงทางอาหาร” เป็นวาระแห่งภูมิภาค ซึ่งประเด็นนี้ประเทศไทยมีศักยภาพสูง - การเป็นเจ้าภาพงานสำคัญระดับโลกของไทย
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ในช่วงต่อจากนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมและเวทีระดับโลกหลายรายการ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยอยู่ใน “สปอตไลท์โลก” มากขึ้น ได้แก่ 1. งาน Gastech 2026 นิทรรศการด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ช่วงเดือนกันยายน 2. การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank–IMF Annual Meetings 2026) ช่วงเดือนตุลาคม และ 3. งานประชุมสุดยอดสุขภาพโลก (Global Wellness Summit) ในเดือนพฤศจิกายน จึงขอให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ช่วยประชาสัมพันธ์และต่อยอดโอกาสดังกล่าว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย
ช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ด้วยจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการลงทุน และภาคเอกชนที่เข้มแข็ง เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน ภาครัฐ ภาคเอกชน BOI และสถานเอกอัครราชทูตไทยในยุโรป ทำงานในรูปแบบ “ทีมไทยแลนด์” ความคล่องตัวในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ และผลักดันประเทศไทยสู่แถวหน้าของเวทีโลกต้องสำเร็จอย่างแน่นอน



















