วุฒิสภาเห็นชอบให้ “จักรพงศ์” นั่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หลัง “สว.พันธุ์ใหม่” ข้องใจองค์ความรู้ไม่ตรงสาขา เปิดหลักฐานการจัดหมวดหมู่เอกสารวิชาการ ชี้ชัดหมวดนิติศาสตร์ แฉเคยลงสมัครเป็นองค์กอิสระ 10 ครั้ง ก่อนตกสรรหา 6 ครั้ง ถอนตัว 4 ครั้ง ด้าน “วุฒิชาติ” บอกสว.ไม่มีหน้าที่ชี้ขาดคุณสมบัติ ขอให้เดินหน้าโหวต ยันไร้ใบสั่ง
เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.69 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ นายจักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.)สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม ที่มีพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. เป็นประธานกมธ.ฯได้พิจารณาตรวจสอบแล้วเสร็จและเสนอรายงานต่อที่ประชุมให้พิจารณาก่อนการลงมติ
ทั้งนี้ก่อนการประชุมลับ สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ ได้ลุกอภิปรายเพื่อคัดค้านการลงมติดังกล่าว และเห็นว่าควรชะลอการลงมติออกไป เพราะมีประเด็นที่ต้องการให้เกิดการตรวจสอบและคำชี้แจงให้ชัดเจน โดยเฉพาะคุณสมบัติของผู้เสนอชื่อว่าตรงกับสาขาที่เปิดรับสมัครหรือไม่ โดยนายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายว่า กระบวนการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีความผิดปกติ ทั้ง กรณีการประชุม เมื่อ 7 เม.ย.69 ที่พบว่ากรรมการสรรหาไม่ครบองค์ประกอบตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ที่ถือว่าเป็นฝ่ายตรวจสอบ ทั้งนี้หากชะลอการสรรหาออกไป 1-2 สัปดาห์จะได้กรรมการสรรหาที่ครบองค์ประชุม มีผู้นำฝ่ายค้าน และทำให้กระบวนนการสรรหาโปร่งใส และตรวจสอบได้มากกว่า นอกจากนั้นแล้วบุคคลที่ถูกเสนอชื่อมีคำถามต่อความรู้ความสามารถที่ไม่ตรงกับสาขาที่สมัครที่ต้องการบุคคลในสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ไม่ใช่โควตานิติศาสตร์
“ผู้ได้รับการเสนอชื่อ เคยเป็นนักวิชาการคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งถูกตั้งคำถามในเรื่ององค์ความรู้และผลงานวิชาการ ตรงกับสาขาที่สมัครอย่างแท้จริงหรือไม่ และจากผลงานวิชาการที่นำเสนอ พบว่าเป็นผลงานสืบสวน และกฎหมายมากกว่างานวิชาการด้านรัฐศาสตร์ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ อย่างไรก็ดีแม้มีการทบทวนคุณสมบัติแต่พบว่า 2 เสียงที่ไม่เห็นด้วย เป็นระดับประธานศาลฎีกา ฐานะประธานกรรมการสรรหา ดังนั้น สว. ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่รีบร้อน ทั้งนี้ควรชะลอการลงมติเพื่อให้มีการชี้แจงให้สิ้นสงสัย เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของศาลัฐธรรมนูญ” นายพรชัย กล่าว
ด้าน นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. อภิปรายว่า จากการตรวจสอบประวัติการทำงานของนายจักรพงศ์ เมื่อปี2564 ได้รับการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ขณะที่ผลงานวิชาการที่นำมาอ้างต่อกรรมการสรรหาว่าเป็นผลงานที่เป็นประจักษ์ในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ คือ กลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงานหลักและทฤษฎีการสอบสวน ตนได้ตรวจสอบในห้องสมุดพบว่าถูกจัดอยู่ในหมวดกฎหมาย แทนหมวดรัฐศาสตร์ ดังนั้นการจัดหมวดหมู่องค์ความรู้ที่อ้างอยู่ในส่วนกฎหมาย ขณะที่รายละเอียดพบเป็นรายละเอียดที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การสอบสวน พยานหลักฐาน ทฤษฎีการสอบสวน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ทางด้านกฎหมาย นิติศาสตร์ มากกว่าด้านรัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์
“กรณีที่ผู้ถูกเสนอชื่อพยายามอธิบายว่ามีองค์ความรู้สาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งที่องค์ความรู้นั้นเหมาะสมกับสาขานิติศาสตร์มากกว่า ผมไม่แน่ใจว่าคำอธิบายที่พยายามบิด เบี่ยงเบนเพื่อให้เข้ากับการตีความตามมาตรา 200(4) อาจจะมีคำถามในแง่จริยธรรมหรือไม่ ทั้งนี้ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นคนมุ่งมั่นพยายามเป็นองค์กรอิสระมาถึง 10 ครั้ง โดยก่อนหน้านั้นสมัครเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 9 ครั้ง โดย 6 รอบนั้นตกการสรรหา และ 3 ครั้งถอนตัว และก่อนหน้านั้นสมัครเป็นกรรมการการเลือกตั้ง แต่ได้ถอนตัว จากนั้นจึงมาลงสมัครเป็นตุลาการศาลรัฐธรมนูญ ทั้งนี้ผมมองว่าผู้ถูกเสนอชื่อควรรอมาสมัครให้ตรงสาขา เพื่อให้เป็นมาตรฐานของการพิจารณาคุณสมบัติ” นายเทวฤทธิ์ อภิปราย
ขณะที่นพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว. อภิปรายว่า ขอให้วุฒิสภาพิจารณาให้รอบคอบอย่าให้เกิดความเสียหายเหมือนกับสว.ชุดที่ผ่านมาเห็นชอบ 2 กรรมการ ป.ป.ช. แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เข้าทำหน้าที่
จากนั้น นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ในฐานะเลขานุการ กมธ. ชี้แจงว่าในส่วนของรายงานฉบับเปิดเผย ได้พิจารณาอย่างรอบคอบโดยรายละเอียดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งนี้กรณีที่มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติแม้กรรมการสรรหาพ้นวาระไปแล้ว ยังกลับมาพิจารณา ส่วนที่อ้างเสียงข้างน้อยมีประธานศาลฎีกาด้วยนั้น ทำไมไม่กล่าวถึงเสียงข้างมากที่มี ประธานศาลปกครองสูงสุดด้วย เพราะถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเช่นกัน ทั้งนี้การพิจารณาคุณสมบัตินั้นไม่เป็นอำนาจของกมธ.ตรวจสอบประวัติฯ แต่เป็นกรรมการสรรหาซึ่งได้ทำแล้ว ดังนั้นข้อกังวลที่อภิปรายได้ดำเนินการแล้วตามรัฐธรรมนูญ ทั้งการทบทวนคุณสมบัติของนายจักรพงศ์ ทั้งนี้ก่อนที่มีพ.ร.บ.ตำรวจ โรงเรียนนายร้อยเปิดสอนคณะรัฐศาสตร์มาก่อน และเมื่อมีกฎหมายตำรวจจึงเปิดสอนคณะนิติศาสตร์ และนายจักรพงศ์ จบการศึกษาปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์
“แม้ สว. จะพิจารณาให้เห็นความชอบหรือไม่ จะวินิจฉัยอย่างไร ขอให้ต่างคนต่างทำหน้าที่ เชื่อว่า สว.มีวุฒิภาวะพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งไม่มีใครสั่งสว.ได้ เพราะมีความคิดเป็นของตนเอง” นายวุฒิชาติ กล่าวและว่า ตนเป็นห่วงและกังวลที่กล่าวอ้างถึงการโปรดเกล้า หรือไม่โปรดเกล้า เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นพระราชวินิจฉัย ไม่ควรอ้างถึง และเอกสารนั้นอยู่ในชั้นความลับ
จากนั้นได้เข้าสู่การประชุมลับ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมวุฒิสภาได้ใช้เวลาประชุมลับ เพียง 27 นาที ก่อนจะกลับมาเปิดประชุมและใช้การลงมติด้วยเครื่องออกเสียงลงคะแนนที่เป็นการลงคะแนนลับ โดยมติที่ประชุม เห็นชอบ 140 เสียง ไม่เห็นด้วย 17 เสียง และงดออกเสียง 22 เสียง ซึ่งถือว่านายจักรพงศ์ ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ




















