ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ซื้อเสียงรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ทุจริตการเลือกตั้งครั้งมโหฬาร
สแกนเฉพาะจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 52,922,923 คน ปรากฏว่ามีผู้มาใช้สิทธิน้อยที่สุดในรอบ 30 ปี แค่ 34,632,581 คน หรือ 65.44% ที่สำคัญยอดรวมผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสส.เขต สส.บัญชีรายชื่อ และประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ทั้ง 3 ยอดที่รายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ตรงกันตามลำดับดังนี้ 34,632,581 หรือ 65.44% 34,565,642 หรือ 65.31% 34,298,595 %
จำนวนยอดผู้มาใช้สิทธิที่ไม่ตรงกันทั้ง 3 บัตร ถูกตั้งข้อสงสัยเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรมตามสโลแกนกกต. ที่สำคัญกกต.ถูกตั้งข้อสงสัยว่า การคีย์ข้อมูลภาพรวมเข้าระบบอืดเป็นเรือเกลือ
ผ่านไป 4 วัน ยอดรวมเลือกตั้งทั้งประเทศยังสะกดคำว่าครบ 100% ไม่ได้ โดยมีการเลือกตั้งทั้งหมด 101,311 หน่วยเลือกตั้ง โดยระบุว่านับเสร็จ 95,583 หน่วยเลือกตั้ง คิดเป็น 94.33% อีกเกือบ 6% ตกหล่นในสัดส่วนบัตรเขย่งหรือคีย์ข้อมูลยังไม่สะเด็ดน้ำกันแน่
ท่ามกลางนักศึกษา ประชาชน ปลุกระดมยกระดับชุมนุมนับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ จนหลายฝ่ายเตือนระวังกลายน้ำผึ้งหยดเดียวประเทศไทยส่อกลายเป็นทะเลเพลิง
เพราะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากเกิดก่อนการเลือก คือ ซื้อเสียงกันตามปกติแล้ว ยังเกิดเหตุโดยไม่เกรงกลัวอำนาจรัฐ เมื่อบางคนซื้อเสียงไม่เข้าเป้า กระสุนสู้กระแสไม่ได้ งัดไม้ตายเปิดปฏิบัติผ่านการวางแผนแบบรัดกุม รอบคอบ

ปิดเกมใต้ดินซื้อคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) “ซื้อยกหน่วย” จ่ายหน่วยละ 100,000 บาท ทำสำเร็จจ่ายเพิ่มอีก 100,000 บาท แต่ละหน่วยที่ถูกซื้อ แบ่งหน้าที่ทำเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
โดยเฉพาะฝ่ายขานคะแนน ฝ่ายขึ้นคะแนน ที่เป็นตัวเพิ่มคะแนนให้กับผู้บงการ และลดคะแนนของคู่แข่ง
เช่น ผู้บงการเกมที่อยู่ในก๊วนผู้สมัครสส. เบอร์ 1 มีคู่แข่งเป็นเบอร์ 2 ฝ่ายขานคะแนนเห็นเป็นเบอร์ 2 เมื่อสบโอกาสรีบขานเป็นบัตรเสียทันที เท่ากับไปตัดคะแนนของเบอร์ 2 และเพิ่มแต้มให้เบอร์ 1 ทางอ้อม
เช่นเดียวกับฝ่ายขึ้นคะแนน เมื่อไหร่ฝ่ายขานคะแนนระบุเป็นเบอร์ 2 ฝ่ายขึ้นคะแนนสบจังหวะก็ทำท่าขีดแต้มบนกระดาน แต่ความจริงไม่ได้ขีด
เกมใต้ดินอีกเกมที่นิยมใช้กันแล้วแต่จังหวะ สมมติ หน่วยเลือกตั้งที่ห่างไกลผู้คนมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 700 คน ระหว่างเตรียมนับคะแนนหลังปิดหีบเลือกตั้ง
กปน.บางคนลงมือระหว่างนับบัตร “หยิบบัตรออก 250 ใบ” โดยไม่รู้ว่าบัตรแต่ละใบกากบาทให้ผู้สมัครคนใดบ้าง แล้วกปน.คนเดิมก็ “ยัดบัตรเข้าไปใหม่ 250 ใบ” บัตรเหล่านี้กากบาทให้ผู้สมัครคนเดียว และบัตรที่ถูกหยิบออกเอาไปทำลายด้วยรูปแบบที่เหมาะสมแล้วแต่สถานการณ์ในเขตนั้นๆ
แถมยังมีรูปแบบ “บัตรเขย่ง” กปน.เอาบัตรออกไปเพื่อเวียนเทียนหย่อนลงในหีบบัตรเลือกตั้ง

รูปแบบสุดท้ายที่สุดคลาสสิก เจ้าหน้าที่กปน.ลงคะแนนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่ออกไปใช้สิทธิ รูปแบบเหล่านี้เกิดขึ้นในอดีต ไม่น่าเชื่อมีการพูดกันปากต่อปากในยุคปัจจุบัน
ตอนนี้กำลังกล่าวหากันในหลายเขตเลือกตั้ง จนเกิดกระแสเป็นไฟลามทุ่งให้นับใหม่และเรียกร้องให้การเลือกตั้งตกเป็นโมฆะ
แม้กกต.ปิดจบโดยใช้อำนาจชี้ไม่มีเหตุนับคะแนนใหม่ในเขต 1 จ.ชลบุรี เห็นควรยุติเรื่อง เพราะไม่ปรากฏพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งในพื้นที่ดังกล่าวไม่สุจริต-เที่ยงธรรม
ในจังหวะก่อนหน้านี้พรรคภูมิใจไทยชิงเปิดหน้าเคลื่อนไหวอย่างเป็นทางการ เดินเครื่องตั้งรัฐบาล โดยเชิญพรรคเล็ก ๆ นำร่อง ก่อนเทียบเชิญพรรคอื่น ๆ ตั้งรัฐบาลแข็งแกร่งที่มีเสถียรภาพ 300 เสียงขึ้น
ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากบนกระแสคัดค้านเลือกตั้ง นับเป็นบททดสอบรัฐบาลที่แข็งแกร่งเหมือนเขากระโดง กับพลังมวลชนที่เริ่มต่อต้านตั้งแต่หัววัน ลุ้นพลิกคว่ำพลิกหงายไปตลอด 4 ปีของรัฐบาลอนุทิน 2
………………………….
คอลัมน์ :ไขกุญแจ-ไขแหลก
โดย #ราษฎรเต็มขั้น




















