“…..การกระทำของฝ่ายกัมพูชา แม้จะมีลักษณะเป็นการก่อกวนจากระยะไกล แต่จัดเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อถ้อยแถลงร่วมฯ ซึ่งกองกำลังสุรนารี จะได้แจ้งเตือนและประท้วงฝ่ายกัมพูชาถึงการกระทำที่ละเมิดข้อตกลง…”
@@@……สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน พบกันทุกวันเสาร์กับคอลัมน์ “Military Key” ทางเว็บไซต์ https:// thekey.news ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 23 พ.ค.69 ช่วงนี้ดูเหมือนว่าจะเกิดอุบัติเหตุใหญ่กับประเทศไทย ล่าสุดก็รถไฟชนกับรถเมล์ ส่วนชายแดนไทย-กัมพูชา ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น ทางกองทัพบกบอกว่า การกระทำของฝ่ายกัมพูชา แม้จะมีลักษณะเป็นการก่อกวนจากระยะไกล แต่จัดเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อถ้อยแถลงร่วมฯ อย่างชัดเจน ซึ่งกองกำลังสุรนารี จะได้แจ้งเตือนและประท้วงฝ่ายกัมพูชาถึงการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ผ่านช่องทางชุดประสานงานในพื้นที่ต่อไป

@@@……ที่กองบัญชาการกองทัพไทย จัดการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 4 โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ณ กองบัญชาการกองทัพอากาศ โดยที่ประชุมได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถระบบอัตโนมัติ (Autonomous Systems) มีสาระสำคัญดังนี้ ปัจจุบันสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อ การพัฒนาขีดความสามารถทางทหารของหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะการนำระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ การตอบสนองต่อสถานการณ์ และการปฏิบัติการทางทหารในสงครามยุคใหม่ นำไปสู่แนวความคิดในการพัฒนาระบบอัตโนมัติ (Autonomous Systems) ดังต่อไปนี้
@@@……กองบัญชาการกองทัพไทย ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถระบบอัตโนมัติของกองทัพไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองภัยคุกคาม มีความแม่นยำสูง ปฏิบัติงานได้ต่อเนื่องยาวนาน ลดการสูญเสียของกำลังพล และสามารถเชื่อมโยงการปฏิบัติในทุกมิติ (All Domain Operations) ทั้งมิติทางบก ทางทะเล ทางอากาศ ทางอวกาศ และทางไซเบอร์ โดยกองบัญชาการกองทัพไทย ได้จัดตั้งหน่วยระบบอัตโนมัติและการป้องกันภัยทางอากาศร่วม ภายใต้หน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำแนวความคิดในการพัฒนาระบบอัตโนมัติของกองทัพไทย อีกทั้งได้มีความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ อาทิ ความร่วมมือในการวิจัย พัฒนา และผลิตระบบอากาศยานไร้คนขับ และระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม บริษัทและหน่วยงานผู้ผลิตยุทโธปกรณ์ สมาคมด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และหน่วยงานด้านการศึกษาและการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนของกองทัพไทยในอนาคต

@@@……กองทัพบก นำเสนอแนวความคิดในการทำสงครามในสนามรบอัตโนมัติ (Autonomous Battlefield) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระบบกึ่งอัตโนมัติ (Semi-Autonomous) ระบบอัตโนมัติที่ต้องใช้มนุษย์กำกับดูแล (Supervised Autonomous) และระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ (Fully Autonomous) โดยได้กำหนดแนวความคิดในการจัดตั้งหน่วยบัญชาการสงครามไร้คนขับ (Unmanned Warfare Command) เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาสู่การทำสงครามในสนามรบอัตโนมัติแบบบูรณาการในทุกมิติ ตลอดจนจะได้บูรณาการระบบอัตโนมัติเข้ากับพันธกิจการรบ หรือ Warfighting Functions ใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ พันธกิจการข่าวกรอง (Intelligence) พันธกิจการควบคุมและบังคับบัญชา (Command and Control) พันธกิจการยิง (Fire) และพันธกิจการป้องกัน (Protection) สำหรับในระยะยาวจะขับเคลื่อนแนวความคิดในการทำสงครามในสนามรบอัตโนมัติให้เป็นรูปธรรมตามหลักคิดการเสริมสร้างขีดความสามารถแบบบูรณาการที่กองทัพบกยึดถือ (DOTMLPF – Plus) ซึ่งจะกำหนดกรอบแนวทางดำเนินการให้มีความอ่อนตัวและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีในปัจจุบัน
@@@……กองทัพเรือ นำเสนอเรื่อง การพัฒนาขีดความสามารถด้านระบบอัตโนมัติของกองทัพเรือ ซึ่งจะมีการใช้งานยานไร้คนขับแบบ UAS USV และ UUV ในภารกิจต่าง ๆ ประกอบด้วย การข่าวกรอง การเฝ้าตรวจและการลาดตระเวน การรบผิวน้ำ การปราบเรือดำน้ำ การปฏิบัติการสงครามทุ่นระเบิด การสนับสนุนการปฏิบัติการทางบกและการปฏิบัติการยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก การสนับสนุนการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง การสนับสนุนภารกิจความมั่นคงทางทะเล และการสนับสนุนการป้องกันฐานทัพท่าเรือ โดยวางกรอบการพัฒนาระยะเวลา 12 ปี แบ่งเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การวางรากฐานและทดลองแนวความคิด (พ.ศ.2568 – 2570), ระยะที่ 2 การขยายผลและยกระดับสู่หลักนิยม (พ.ศ.2571 – 2575), ระยะที่ 3 การปรับโครงสร้างและการปฏิบัติการเต็มรูปแบบ (พ.ศ.2576 – 2580) โดยแนวความคิดในการพัฒนาจะครอบคลุมทั้งการพัฒนาองค์บุคคล องค์ยุทธวิธี และองค์วัตถุ
@@@……กองทัพอากาศ นำเสนอการพัฒนาขีดความสามารถด้านระบบอัตโนมัติของกองทัพอากาศ ซึ่งกำหนดแนวทางในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาสนับสนุน ภารกิจในด้านต่าง ๆ ในเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารจัดการข้อมูล ระบบการเฝ้าระวัง และเพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินสถานการณ์ โดยในด้านการบัญชาการและควบคุม จะยกระดับขีดความสามารถห้องบัญชาการและควบคุม ในการบูรณาการข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มีระบบบัญชาการอัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับ AI, ด้านการปฏิบัติการด้านการข่าว จะใช้ระบบ AI เพื่อบูรณาการข่าวกรองจากทุกมิติ อันจะนำไปสู่ภาพรวมของสถานการณ์ (Common Operational Picture : COP) ในระดับกองทัพอากาศ, ด้านการปฏิบัติการทางอากาศ จะนำเทคโนโลยี AI มาใช้กับกำลังทางอากาศ ผ่านกระบวนการนำเสนอข้อมูลให้กับนักบินอย่างชาญฉลาด เพื่อเพิ่มความเร็วในกระบวนการวงรอบตัดสินใจ (OODA Loop) และเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจ, ด้านการปฏิบัติการทางไซเบอร์ ในลักษณะผสมผสาน โดยใช้การวิจัยและต่อยอดทางเทคโนโลยีจาก Open-Source เพื่อความยั่งยืน, ด้านการปฏิบัติการทางอวกาศ จะใช้เทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับการตรวจจับ และวิเคราะห์เป้าหมาย เพื่อสร้างความได้เปรียบในการรับรู้สถานการณ์และตัดสินตกลงใจ, ด้านการพัฒนาบุคลากร จะนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการวางแผนบริหารจัดการและพัฒนากำลังพล ทั้งในด้านการเตรียมกำลังและใช้กำลังเพื่อให้เกิดความพร้อมรบ
@@@……สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำเสนอการพัฒนาขีดความสามารถด้านระบบอัตโนมัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้นำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติมาพัฒนาการทำงานด้านต่าง ๆ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน ได้แก่ ระบบการอ่านแผ่นป้ายทะเบียนโดยอัตโนมัติ (License Plate Recognition : LPR) เพื่อตรวจสอบติดตามรถยนต์ที่อยู่ในบัญชีเฝ้าระวัง และวิเคราะห์พฤติกรรมของรถยนต์ที่กระทำผิดกฎหมาย, ระบบตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมืออัตโนมัติ (Automated Fingerprint Identification System : AFIS) และโครงการพัฒนาการตรวจสอบประวัติ (Live Scan) ซึ่งมีประโยชน์ทั้งด้านการอำนวยความยุติธรรมและด้านการให้การบริการแก่ประชาชน, ระบบ Tourist Police CCOC Mobile AI Technology เป็นรถยนต์ที่ใช้ AI สแกนใบหน้าของบุคคล โดยเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลหมายจับ หรือฐานข้อมูลบุคคล Overstay และระบบสำนวนอิเล็กทรอนิกส์ (Smart CRIMES) เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการสำนวนคดีแบบครบวงจร

@@@……ที่กระทรวงกลาโหม….พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ให้การต้อนรับ นาย Sean Kotaro O’Neill (ฌอน เค. โอนีล) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคำนับเพื่อแนะนำตัวภายหลังเข้ารับหน้าที่ พร้อมหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทย–สหรัฐอเมริกา โดย รมว.กลาโหม กล่าวแสดงความยินดีที่ นาย Sean Kotaro O’Neill (ฌอน เค. โอนีล) เข้ารับตำแหน่ง เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย (ออท.สหรัฐอเมริกา/ไทย) ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2568 โดยเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยที่ผ่านมา ทั้งในฐานะเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ณ จังหวัดเชียงใหม่ จะมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ขณะที่ ออท.สหรัฐอเมริกา/ไทย ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งเช่นเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดในฐานะหุ้นส่วนและพันธมิตรที่มีมายาวนานเกือบ 2 ศตวรรษ เสริมสร้างบนรากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทำให้ความใกล้ชิดและความเข้าใจระหว่างกันแน้นแฟ้นยิ่งขึ้น

@@@……นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือทางทหาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะการฝึกร่วม/ผสม Cobra Gold ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือด้านความมั่นคงที่สำคัญของภูมิภาค ในโอกาสนี้ รมว.กลาโหม ได้กล่าวขอบคุณบทบาทที่สร้างสรรค์ของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาค การสนับสนุนความเป็นแกนกลางของอาเซียน ตลอดจนบทบาทในการส่งเสริมการเจรจาและแสวงหาแนวทางแก้ไขสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างสันติ รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาความทันสมัยของกองทัพไทย ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันที่จะส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือทางทหารอย่างรอบด้าน รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วม (interoperability) และความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคและประชาคมโลกต่อไป

@@@……กองทัพเรือ….พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ตรวจเยี่ยมการฝึกการดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง (CALFEX) ในการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2569 ณ สนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 16 บ้านจันทเขลม อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี การฝึกกองทัพเรือประจำปี ถือเป็นการฝึกที่มีความสำคัญสูงสุดของกองทัพเรือ ซึ่งดำเนินการจัดการฝึกเพื่อให้สอดคล้องและเป็นตามนโยบาย “ปีแห่งความพร้อมรบของกองทัพเรือ” “ทำการฝึกให้เสมือนการรบจริง เมื่อรบจริงต้องชนะ” โดยทำการฝึกการวางแผนทางทหาร การจัดทำคำสั่งยุทธการ โดยใช้แนวความคิดการปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ รวมทั้งแนวทางการใช้กำลังของกองทัพเรือ การอำนวยการยุทธ์ การทดสอบความพร้อมของกำลังรบ ทำการฝึกปฏิบัติการตามสาขาต่าง ๆ ตามรูปแบบและการปฏิบัติการนอกแบบ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในสถานการณ์จริงได้
@@@……ในส่วนของการฝึกการดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง (CALFEX) เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการฝึกภาคสนาม/ภาคทะเล (FTX) ในการฝึกกองทัพเรือ ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นการฝึกปฏิบัติการจริงที่ได้รับการสนับสนุนจากหลาย ๆ หน่วยในกองทัพเรือ เพื่อตรวจสอบความพร้อมขององค์บุคคล องค์วัตถุ องค์ยุทธวิธี หลักนิยมในการรบ และทดสอบแนวทางการใช้กำลังของกองทัพเรือ ให้สอดคล้องกับแผนป้องกันประเทศ โดยบูรณาการการใช้กำลังและอาวุธ ยุทโธปกรณ์ให้เกิดความเหมาะสมและเกิเประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งจะทำให้กำลังพลได้มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกันได้สูงขึ้น เป็นประโยชน์แก่กองทัพเรือต่อไป

@@@……ทั้งนี้ กองทัพเรือได้ดำเนินการฝึกประจำปี 2569 ภายใต้รหัส “ทร.69” เพื่อยกระดับความพร้อมรบและรองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคง โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนด้านตะวันออกและพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางทะเล อันเป็นภารกิจสำคัญในการพิทักษ์อธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ทั้งนี้ การฝึกดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “ปีแห่งความพร้อมรบของกองทัพเรือ” ของ พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความพร้อมรบในทุกมิติ ทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ การฝึก และการบูรณาการกำลังร่วม เพื่อให้กองทัพเรือสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้สถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
@@@……การฝึกครั้งนี้เริ่มเมื่อต้นปี 2569 ได้นำบทเรียนจากสถานการณ์ความขัดแย้งจริงในปี 2568 มาศึกษา วิเคราะห์ และปรับปรุงแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป ครอบคลุมทั้งการฝึกปัญหาที่บังคับการ การฝึกเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ และการบูรณาการกำลังร่วมระหว่างหน่วยกำลังรบของกองทัพไทย และในเฟสสุดท้ายของการฝึกจะเป็นห้วงการฝึกภาคสนามและภาคทะเลแบบบูรณาการ ครอบคลุมการโจมตีพื้นที่เป้าหมาย การยกพลขึ้นบก การควบคุมห้วงอากาศ การสนับสนุนการยิงทางเรือ การป้องกันฐานทัพ ตลอดจนการช่วยเหลือประชาชนและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้กำลังพลสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

@@@……กองทัพอากาศ…พล.อ.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมด้วย พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ เดินทางตรวจเยี่ยม และรับฟังการบรรยายสรุปด้านการปฏิบัติการทางอากาศ และตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของกำลังพลกองทัพอากาศ โดยมี นาวาอากาศเอก วรพล ดิษฐ์แก้ว ผู้บังคับการกองบิน 4 และกำลังพลกองบิน 4 ให้การต้อนรับ ณ กองบิน 4 จังหวัดนครสวรรค์ ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ร่วมทำการบินสังเกตการณ์ในตำแหน่งที่นั่งหลังของเครื่องบินขับไล่แบบที่ 19 ก หรือ F-16BM เพื่อรับทราบสมรรถนะและขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางอากาศของกองทัพอากาศ โดยมี พลอากาศเอก อนุรักษ์ รมณารักษ์ เสนาธิการทหารอากาศ ร่วมทำการบินกับเครื่องบินขับไล่และฝึกแบบที่ 2 (T-50TH) และ พลอากาศเอก ระวิน ถนอมสิงห์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ ร่วมทำการบินกับเครื่องบินขับไล่แบบที่ 19 ก หรือ F-16BM ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจในขีดความสามารถการปฏิบัติการของกองทัพอากาศ รวมถึงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และความเป็นหนึ่งเดียวของกองทัพไทย.
…………..
คอลัมน์ : “Military Key”
โดย.. “รหัสมอร์ส”



















