รัฐบาลเดินหน้าผลักดันไทยเข้าสู่OECD ชี้เป็นภารกิจสำคัญยกระดับชาติสู่สากล

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img


รองนายกรัฐมนตรีเผยความคืบหน้าการผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ชี้เป็นภารกิจสำคัญยกระดับประเทศสู่มาตรฐานสากล เดินหน้าปฏิรูปกฎหมายกว่า 900 ฉบับ พร้อมใช้ระบบ AI “TH2OECD” ช่วยวิเคราะห์ช่องว่างกฎหมาย ควบคู่แนวคิดลดขั้นตอนอนุญาต เพิ่มความคล่องตัวทางเศรษฐกิจ


เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าและทิศทางของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อภารกิจดังกล่าว โดยตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยสามารถเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้ภายในปี พ.ศ. 2571

นายปกรณ์ระบุว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้หมายถึงเพียงการเข้าร่วม “คลับประเทศพัฒนาแล้ว” เท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานกฎระเบียบของประเทศภายใต้แนวคิด “Better Regulation for Better Life” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หากไทยสามารถเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้สำเร็จ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและประเทศสมาชิกกว่า 30 ประเทศ เนื่องจากใช้มาตรฐานเดียวกัน ทำให้การค้าและการลงทุนสามารถดำเนินได้ง่ายขึ้น โดยลดความจำเป็นในการทำข้อตกลงทวิภาคีรายประเทศ พร้อมเสริมเสถียรภาพและความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ

นายปกรณ์เปิดเผยว่า การปฏิรูปกฎหมายถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยประเทศไทยมี พ.ร.บ. กว่า 900 ฉบับ กฎหมายลำดับรองกว่า 7,000 ฉบับ และกระบวนงานตามกฎหมายกว่า 21,000 ขั้นตอน ขณะที่ OECD มีตราสารทางกฎหมาย (Legal Instruments) ประมาณ 260 ฉบับ ซึ่งต้องนำมาวิเคราะห์และปรับให้สอดคล้องกัน

ในช่วงที่ผ่านมา คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เริ่มเดินหน้าปรับปรุงระบบกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและลดความซ้ำซ้อนของกฎระเบียบ

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลได้พัฒนาระบบ “TH2OECD” โดยนำเทคโนโลยี Agentic AI และ Graph RAG มาใช้ในการประมวลผลกฎหมายไทย แปลเป็นภาษาอังกฤษ และเปรียบเทียบกับตราสารของ OECD เพื่อทำ Gap Analysis พร้อมเสนอแนะแนวทางปิดช่องว่างทางกฎหมาย

พร้อมย้ำว่า ได้มีการปรับโครงสร้างข้อมูลกฎหมายจากรูปแบบไฟล์ PDF ไปสู่ Machine Readable Format เพื่อให้ AI สามารถประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีระบบ “Human in the loop” หรือการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่กฤษฎีกาในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อความถูกต้องแม่นยำ

นายปกรณ์ยังระบุว่า เป้าหมายสำคัญของการปฏิรูป คือการปรับระบบจากการควบคุมแบบ “Pre-audit” ที่เน้นการอนุมัติอนุญาตและใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ไปสู่ระบบ “Post-audit” ที่เน้นการตรวจสอบภายหลัง และการมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Consultation)

พร้อมเตรียมปรับปรุง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ ให้เกิดระบบ “Super License” ที่ลดขั้นตอนการขออนุญาต โดยสามารถยื่นครั้งเดียวครอบคลุมหลายกิจกรรม เช่น การเปิดร้านหรือโรงแรม เพื่อลดภาระและต้นทุนของภาคธุรกิจ

รัฐบาลยังเตรียมรับข้อเสนอจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ใน 7 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อรวบรวมกฎหมายที่เป็นอุปสรรคและเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขโดยตรง โดยไม่ต้องรอหน่วยงานเจ้าของกฎหมาย

นายปกรณ์กล่าวย้ำว่า การเข้าสู่ OECD ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ประเทศชาติ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก หากไม่สามารถปฏิรูปกฎหมายซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ ประเทศไทยจะไม่สามารถยกระดับความสามารถในการแข่งขันได้อย่างแท้จริง

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img