“รายจ่ายประจำ”หลุมดำงบฯปี 70

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ช่วงปลายเดือนที่แล้ว สภาผู้แทนราษฎร ได้พิจาณา ร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 ที่เพิ่งผ่านวาระแรกไปหมาด ๆ วงเงินรวมทั้งหมด 3.78 ล้านล้านบาท งบประมาณประจำปีถือเป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องสำคัญ เพราะนี่คือ บัญชีรายรับ-รายจ่ายของประเทศ 

อย่างไรก็ตาม “งบประมาณแผ่นดิน” ไม่ใช่เพียงตัวเลขรายรับ-รายจ่ายประจำปีเท่านั้น หากแต่เป็นภาพสะท้อนวิสัยทัศน์ของประเทศ ว่าเรากำลังใช้ทรัพยากรของชาติไปกับการแก้ปัญหาของวันนี้ หรือกำลังลงทุนเพื่อสร้างโอกาสของคนไทยในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า 

“งบประมาณแผ่นดิน” เป็นเอกสารที่สำคัญที่สุดของประเทศ เพราะไม่ได้บอกเพียงว่า รัฐบาลจะใช้เงินอย่างไร แต่กำลังบอกถึง “วิสัยทัศน์รัฐบาล” ว่าจะเลือกอนาคตอย่างไร จะว่าไปแล้ว ก็เหมือน “บัญชีครัวเรือน” ที่ต้องรู้ว่า จะมีรายได้จากทางไหนบ้าง เมื่อมีรายได้เข้ามา ก็ต้องจัดสรร ดูรายจ่าย ว่าจะใช้จ่ายในเรื่องใด อะไรจำเป็นอะไรสำคัญ ต้องไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย และต้องมีเงินส่วนหนึ่งสำหรับลงทุนหรือเก็บออมไว้ในอนาคต ไม่ก่อหนี้เกินตัว “บัญชีประเทศ” ก็เช่นกัน งบประมาณส่วนหนึ่งต้องใช้สำหรับลงทุน เพื่อสร้างรายได้ในอนาคต 

แต่สถานะงบประมาณประเทศไทยหลายปีที่ผ่านมารวมถึง ปี 70 เมื่อพลิกไปดูในรายละเอียด ต้องบอกว่า อาการน่าเป็นห่วงจริง ๆ เนื่องจากในรายได้ของรัฐบาล แทบจะไม่พอรายจ่าย และที่แย่กว่านั่นคือ รายจ่ายส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายประจำ ที่ไม่ได้ออกดอกออกผลในเชิงผลิตภาพของประเทศและเรื้อรังมาหลายปี ที่ถ้ายังเป็นอยู่อย่างนี้ เศรษฐกิจอาจเข้าขั้นโคม่าได้

เมื่อรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นทุกปี กระทบถึงพื้นที่ของงบฯ ลงทุนก็แคบลงเรื่อย ๆ ปีนี้งบประมาณราวเกือบ 2.8 ล้านล้านบาท ใช้สำหรับ รายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ สวัสดิการของข้าราชการ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าน้ำค่าไฟในระบบราชการ เหลือเงินไม่ถึง 8 แสนล้านบาทสำหรับการลงทุนเพื่ออนาคต เช่น พัฒนาการศึกษาและทักษะแห่งอนาคต ลงทุนเทคโนโลยี ยกระดับสาธาณะสุขและสวัสดิการของประชาชน โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เหลืองบประมาณสำหรับการลงทุนจริง ๆ จิ๊บจ๊อยมาก ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วจะให้ความสำคัญเรื่องการลงทุนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในอนาคต 

ทำไม “เวียดนาม” ถึงพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ล่าสุด “ธนาคารโลก” ประกาศให้ เวียดนามเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง ความสำเร็จเป็นผลมาจากงบประมาณของประเทศ ถูกใช้ในการลงทุนเพื่ออนาคตที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนระยะยาว การพัฒนาทักษะแรงงาน ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศและสร้างอุตสาหกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง

อีกตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นการใช้งบประมาณสำหรับอนาคต คือ “เกาหลีใต้” เมื่อเร็ว ๆ นี้รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศแผนการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ มูลค่าเกือบ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 39.9 ล้านล้านบาท) หรือเทียบเท่าเกือบ 2 ใน 3 ของมูลค่าจีดีพีประเทศ เพื่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมผลิตเซมิคอนดักเตอร์และศูนย์ข้อมูล AI แห่งใหม่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ หวังชิงเค้กก้อนโตจากกระแส AI เติบโตระดับโลก พร้อมแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและฟื้นฟูเศรษฐกิจนอกกรุงโซล

จะเห็นว่า ประเทศที่รัฐบาลมีวิสัยทัศน์ จะใช้งบประมาณเพื่ออนาคต แต่ประเทศไทยงบประมาณส่วนใหญ่ใช้ในการ “อุ้มระบบราชการ” ที่ “อุ้ยอ้าย” ใช้หนี้เก่าที่หมดไปกับนโยบายประชานิยมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทุกวันนี้ประเทศไทยจะติดอยู่กับสภาวะ หาเงินมาได้เท่าไหร่ ก็หมดไปกับอุ้มระบบราชการและใช้หนี้ จนไม่มีเงินลงทุนกับอนาคต มิหนำซ้ำ ข้าราชการก็ไร้ประสิทธิภาพไม่มีศักยภาพพอที่จะสร้างผลิตภาพของประเทศ 

ด้วยค่านิยมที่คิดว่า “รัฐคอยอุ้ม” นี่เอง คนส่วนหนึ่งจึงมองว่า ระบบราชการมั่นคง สวัสดิการดีเยี่ยม ทำให้คนแย่งกันเข้ามาจนเกิดการทุจริตในการสอบแข่งขันที่เป็นข่าวโด่งดังตอนนี้ เช่น กรณีทุจริตสอบท้องถิ่น คนยอมจ่ายเงินหลายแสนบาทเพื่อเข้ารับราชการ แม้จะเป็นระดับท้องถิ่น ก็ถือว่ามีความมั่นคง จึงต้องแย่งกันยอมจ่ายใต้โต๊ะคนละหลายแสนบาท

ถ้ารัฐบาลจะปฏิรูปประเทศอย่างจริงจังและได้ผล ต้องเริ่มจาก “ปฏิรูประบบงานราชการ” ก่อนเป็นอันดับแรก ต้องยุบหน่วยงานที่ไม่มีผลงานหรือหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนทิ้ง เหลือหน่วยงานที่จำเป็นจริง ๆ ลดขนาดองค์กร ลดจำนวนข้าราชการ ตัดส่วนที่เป็นไขมันทิ้งซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันมานาน แต่ทำไม่ได้ ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าแตะ อย่างที่รู้ ๆ กันว่า ระบบราชการเป็นพรรคการเมืองใหญ่และมีอำนาจที่สุด กลายเป็นกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใหญ่ ที่สำคัญต้องปรับกระบวนการทำงานและให้มีการกระจายอำนาจลงไประดับกลางระดับล่างมากขึ้น ใช้บุคลากรน้อยลงและใช้เทคโนโลยีมากขึ้น

อย่าลืมว่า โลกปัจจุบันเปลี่ยนไปเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน AI กำลังเปลี่ยนวิธีการทำงาน อุตสาหกรรมสีเขียวกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ การลงทุนผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีชีวะภาพ พลังงานสะอาด กำลังเป็นสนามแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ประเทศที่เตรียมตัวก่อนย่อมได้เปรียบ ซึ่งต้องใช้งบประมาณลงทุนมหาศาล 

ตราบใดที่ประเทศไทยยังมีรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เศรษฐกิจเติบโตช้าจีดีพี.ไม่เกิน 2-3% และไม่สามารถยกระดับประสิทธิภาพข้าราชการและลดการทุจริตคอร์รัปชันได้ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็ยิ่งลดลงไปเรื่อย ๆ ในเวทีโลกไม่ได้แข่งกันที่ค่าแรงอย่างเดียว แต่แข่งกันที่ความเร็ว ความสะดวกในการลงทุน คุณภาพการศึกษา ความสามารถในการสร้างนวัตกรรม ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ สิ่งเหล่านี้สะท้อนความได้เปรียบในการแข่งขัน 

ระวัง “รายจ่ายประจำ” จะกลายเป็น “ชนวนวิกฤติเศรษฐกิจ” ได้ หากไม่เร่งปิดจุดอ่อน ปฎิรูประบบราชการอย่างเร่งด่วนและจริงจัง

……………………………………………

คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง

โดย….. “ทวี มีเงิน”

สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img