“เทพไท” ชี้กระแสข่าวลือยุบสภา-นายกฯ ลาออก เกิดจากความหวังของประชาชนที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง แม้รู้ว่าเป็นไปได้ยาก จนเริ่มมีการพูดถึงกระบวนการ “ตุลาการภิวัฒน์” ขึ้นมาอีกครั้ง โดยระบุถึง 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การร้องศาลรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะจากปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และคดีฮั้ว ส.ว. ที่ กกต. เตรียมสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องถึง 229 ราย ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงถึงขั้นยุบพรรคและตัดสิทธิ์ทางการเมือง
เมื่อวันที่ 22 ส.ค.69 นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมืองอิสระ และอดีต สส.นครศรีธรรมราช ได้โพสต์ข้อความกรณีทำไมต้องมี “ตุลาการภิวัฒน์” อีกครั้ง โดยมีเนื้อหาว่า ถ้าพูดถึงกระแสการเคลื่อนไหวทางการเมืองในขณะนี้ ก็ต้องยอมรับว่า มีกระแสข่าวลือในหลายด้าน มีทั้งข่าวการยุบสภา นายกรัฐมนตรีลาออก หรือกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนี้ มีโอกาสเป็นไปได้ยากมาก แต่ประชาชนก็คาดหวัง จะเห็นได้ว่า ถ้าสื่อสำนักใดเสนอข่าวเกี่ยวกับการยุบสภา หรือลาออก จะมีผู้คนเข้าไปติดตาม และเข้าไปดูว่าเป็นจริงหรือไม่ จำนวนมากหลักแสนหรือหลักหลายๆแสนคน และเมื่อมีการโพสต์ภาพเฟกนิวหรือเป็นภาพ AI หรือเป็นภาพเก่า เกี่ยวกับการชุมนุม ระบุว่ามีการชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลที่หน้าทำเนียบรัฐบาล มีผู้คนเต็มท้องถนน แต่ไม่มีสื่อใดเสนอข่าวเลย ทั้งที่เป็นข่าวลวงทั้งสิ้น แต่ประชาชนก็แชร์กัน ด้วยความรู้สึกอยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ในใจอาจจะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ และไม่ใช่ความจริงก็ตาม แต่ก็หวังจะให้เป็นความจริง จึงมีการแชร์กัน มีการเข้าไปดูข่าวเกี่ยวกับการยุบสภา
จนล่าสุดมีการยกเรื่องกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ขึ้นมา ทั้งที่หลายฝ่ายไม่ต้องการให้มีกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ เพราะถือว่าไม่ใช่วิถีทางในระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้าถามว่า ทำไมคนนึกถึงกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ ทั้งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น ก็น่าจะมาจากเหตุผล 2 ข้อ คือ
1.มีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ กรณีการพิมพ์คิวอาร์หรือบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้งว่า เป็นความลับหรือไม่ หรือขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ก็ต้องไปเลือกตั้งใหม่ ถือว่าเป็นการล้มกระดานของระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งในอดีตกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ ได้เกิดขึ้นเกี่ยวกับกรณีการเลือกตั้งเป็นโมฆะมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 2 เม.ย.49 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ กรณีคูหาเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ซึ่งศาลธรรมนูญใช้เวลาพิจารณา 36 วัน ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 2 ก.พ.57 ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณา กรณีไม่ได้มีการเลือกตั้งพร้อมกันทั้งประเทศ เนื่องจากมีการประท้วงและขัดขวางการเลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาพิจารณาคดีนี้ 47 วัน ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.69 ต้องลุ้นกันว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ถ้าผลคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะอีก ก็ถือว่าเป็นตุลาการภิวัฒน์ครั้งที่ 3
2.กรณีที่มีคดีฮั้ว สว.หรือโกง สว มีการนำพยานหลักฐานออกมาเปิดเผย ออกมาเปิดโปงจำนวนมาก และมีการกดดันให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ได้พิจารณาสั่งฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.หรือโกง สว.จำนวน 229 คน ตามผลการสอบสวนของอนุกรรมการชุดที่ 26 หาก กกต.ได้สั่งฟ้องคดีฮั้ว สว.หรือโกง สว.ทั้งหมด ไปยังศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง และถ้าหากการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกเลือกตั้งเห็นว่า มีการโกง สว.หรือฮั้ว สว.จริง มีการพิจารณาโทษบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้ง 229 คน และถ้าหาก 229 คนนั้นเป็นทั้งสว.ปัจจุบัน 138 คน และเป็นนักการเมือง เป็นรัฐมนตรี เป็นกรรมการบริหารทางการเมือง จะต้องถูกลงโทษตามพรป.การเลือกตั้งสว.และพรป.พรรคการเมือง ถึงขั้นยุบพรรคและตัดสิทธิ์ทางการเมืองผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็ถือว่าเป็นกระบวนการตุลาการภิวัฒน์เช่นเดียวกัน
เพราะฉะนั้นจากกรณีศาลรัฐธรรมนูญที่พิจารณาเรื่องการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ กับการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง ที่พิจารณาว่า คดีฮั้ว สว.หรือโกง สว.มีความผิดหรือไม่ ก็ถือว่า ทั้ง 2 กรณีอยู่ในกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ และไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง ศาลใดศาลหนึ่งพิจารณาคดีให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ ก็ถือว่าเป็นกระบวนการตุลาการวัฒน์อีกครั้งหนึ่ง



















