“เทพไท” โพสต์ข้อความวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทย ระบุว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” กำลังรุกคืบและขยายเครือข่ายอำนาจทางการเมือง โดยอ้างถึงบทบาทของ สว. การรวมเสียงในสภาผู้แทนราษฎร การสรรหาองค์กรอิสระ และความพยายามแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับสื่อสาธารณะ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนติดตามและตรวจสอบการใช้อำนาจอย่างใกล้ชิด
เมื่อวันที่ 4 ก.ย.69 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ระบุถึงสถานการณ์ที่เจ้าตัวมองว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” กำลังรุกคืบและพยายามขยายอิทธิพลในระบบการเมืองไทย โดยเชื่อมโยงกับกลไกที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560
ระบอบสีน้ำเงิน กำลังรุกคืบ กินรวบการเมืองไทย
ถ้าพูดถึงการเมืองระบอบสีน้ำเงิน ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นกลุ่มการเมืองที่ต้องการกินรวบการเมืองของประเทศไทย มีการวางแผนเข้ายึดอำนาจทางการเมือง ผ่านบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ได้วางแผนการสืบทอดอำนาจของระบอบคสช.ผ่านรัฐธรรมนูญ ปี 2560 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กลไกของสมาชิกวุฒิสภา นำไปสู่การสร้างเครือข่ายและสร้างอำนาจทางการเมือง ต้องการที่จะสร้างองคาพยพทางการเมืองแบบครบวงจร
เมื่อระบอบคสช.เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ไม่สามารถสืบทอดอำนาจทางการเมืองผ่านรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ได้ กลุ่มการเมืองที่เรียกกันว่า กลุ่มสีน้ำเงินหรือระบอบสีน้ำเงิน เข้ามายึดครองอำนาจการเมืองไทย ผ่านรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ซึ่งเห็นได้ว่าในขณะนี้มีการสืบทอดอำนาจทางการเมือง หรือกินรวบทางการเมืองตามปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้ คือ
1.การเมืองสีน้ำเงินได้เข้ายึดกุมสมาชิกวุฒิสภา หรือที่เรียกว่าสภาสูงได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาหรือส.ว. ผ่านการฮั้วส.ว.หรือการโกงส.ว . ซึ่งเป็นที่รับรู้กันทั้งประเทศ แต่ไม่สามารถทำอะไรกับคดีฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว.ได้ จนทำให้ส.ว.สีน้ำเงินเข้ากุมอำนาจในสภาสูง หรือวุฒิสภา จำนวนเกินครึ่งสภา
2.การเมืองกลุ่มสีน้ำเงินได้เข้ากลุ่มสภาล่าง คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่กลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน ได้ใช้กลไกอำนาจรัฐ อำนาจทุน สู่การเลือกตั้งทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ จึงทำให้สภาล่างหรือสภาผู้แทนราษฎร กลุ่มการเมืองสีน้ำเงินจึงเป็นกลุ่มการเมืองที่ใหญ่ที่สุด สามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร จัดตั้งรัฐบาลได้อย่างเบ็ดเสร็จ จนเป็นรัฐบาลสีน้ำเงิน
3.องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะกรรมการองค์กรอิสระในหลายองค์กรได้หมดวาระไป ต้องมีการสรรหากรรมการองค์กรอิสระใหม่ และการสรรหากรรมการองค์กรอิสระ จะต้องผ่านความเห็นชอบ หรือได้ไฟเขียวจากผู้มีบารมี หรือผู้มีอำนาจของกลุ่มการเมืองสีน้ำเงินทั้งสิ้น จึงทำให้องค์กรอิสระที่ผ่านการโหวตรับรองจากสมาชิกวุฒิสภา หรือส.ว.สายสีน้ำเงิน จึงเป็นกรรมการองค์กรอิสระสีน้ำเงินทุกคน และหลังจากนี้ถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงองค์กรอิสระ หรือกรรมการองค์กรอิสระจนครบทุกตำแหน่ง ก็จะได้องค์กรอิสระเป็นสีน้ำเงินทั้งหมด
4.มีกระบวนการแก้ไขกฎหมาย เพื่อยึดสื่อสาธารณะ ซึ่งมีเจตนารมณ์ตั้งแต่การรัฐประหารสมัยรสช. ที่สังคมต้องการให้มีสื่ออิสระ ปราศจากการครอบงำของฝ่ายการเมือง และมีงบประมาณจากภาษีบาปเป็นเงินทุนสนับสนุน แต่ในขณะนี้มีกระบวนการพยายามจะแก้ไขให้งบประมาณจากภาษีบาป เปลี่ยนเป็นการใช้ภาษีในระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล ซึ่งทำให้รัฐบาลสามารถควบคุมการทำงานของสื่ออิสระได้ ในที่สุดสื่ออิสระ จะไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง แต่จะอยู่ภายใต้อิทธิพลการครอบงำของฝ่ายการเมือง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับกรมประชาสัมพันธ์ สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เอ็นบีที หรือสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท.
ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า การเมืองระบอบสีน้ำเงินกำลังรุกคืบอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อจะครอบงำการเมืองไทย และกินรวบการเมืองไทยทั้งระบบ เป็นเรื่องของประชาชนคนไทยทุกคน ที่จะต้องตื่นตัว ลุกขึ้นมาสู้กับการเมืองระบอบสีน้ำเงิน เพื่อไม่ให้มีการผูกขาด หรือการกินรวบการเมืองไทยอีกต่อไป



















