รองนายกฯ ปกรณ์ เผยคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีมติเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายนิรโทษกรรมทันที สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคดีและรายชื่อผู้ได้รับสิทธิภายใน 30 วัน พร้อมตั้งอนุกรรมการ 2 ชุด รับข้อร้องเรียน-สื่อสารประชาชน ย้ำตีความกว้างภายใต้กรอบกฎหมาย แต่คดีทุจริตไม่เข้าข่าย ตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน มี.ค. 2570
เมื่อเวลา 14.55 น. วันที่ 21 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ว่า ภายหลังรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวและมีผลบังคับใช้แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งพนักงานสอบสวน อัยการ ศาล เจ้าพนักงานบังคับคดี กรมราชทัณฑ์ และสถานพินิจ มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามมาตรา 8 เพื่อให้เกิดการนิรโทษกรรมแก่ผู้ที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายโดยทันที
นายปกรณ์กล่าวว่า ที่ประชุมมีแนวทางตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ ชุดพิจารณากลั่นกรองข้อร้องเรียน และชุดสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน พร้อมเปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนจากผู้ได้รับผลกระทบ
สำหรับคดีที่อยู่ระหว่างดำเนินการของหน่วยงานต่าง ๆ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ชี้แจงผลการดำเนินงานตามกฎหมายฉบับนี้ ทั้งจำนวนคดีและรายละเอียดการดำเนินการ โดยให้ส่งข้อมูลมายังคณะกรรมการภายใน 30 วันนับจากวันที่ 21 ก.ย. จากนั้นจะนำข้อมูลมาตรวจสอบและสอบทานอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน จะเปิดช่องทางให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมหรือการดำเนินคดี สามารถตรวจสอบข้อมูลและแจ้งกรณีที่อาจตกหล่น เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาดำเนินการตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด โดยนายปกรณ์ย้ำว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการถือเป็นที่สุด เพื่อยุติความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจในสังคม
นายปกรณ์กล่าวอีกว่า แม้ในช่วงแรกหน่วยงานต่าง ๆ อาจมีข้อสงสัยว่าต้องรอคณะกรรมการหรือไม่จึงจะดำเนินการได้ แต่ขณะนี้คณะกรรมการมีมติและมีแนวทางชัดเจนแล้ว จึงจะมีหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในวันนี้ เพื่อให้ดำเนินการได้โดยไม่ต้องกังวล พร้อมยืนยันว่าต้องการให้กฎหมายมีผลในทางปฏิบัติโดยเร็ว และดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน หรือประมาณเดือน มี.ค. 2570
ส่วนแนวทางการพิจารณา นายปกรณ์ระบุว่า คณะกรรมการจะใช้การตีความอย่างกว้างที่สุดเท่าที่กรอบกฎหมายจะเปิดช่องให้ เนื่องจากประเด็นทางการเมืองมักเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางความคิด จึงจะไม่ยึดแนวทางการตีความแบบคดีในศาลอย่างเคร่งครัด แต่จะพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความปรองดองและสังคมสันติสุข
อย่างไรก็ตาม การนิรโทษกรรมจะครอบคลุมเฉพาะผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐ เช่น การทำลายทรัพย์สินของรัฐ ส่วนความผิดที่เกิดขึ้นระหว่างเอกชนหรือเป็นความผิดต่อส่วนตัว ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิของประชาชนแต่ละราย จะไม่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายฉบับนี้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงผู้ต้องขังในเรือนจำที่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว นายปกรณ์กล่าวว่า จะมีหนังสือแจ้งมติไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันนี้ เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมาย โดยย้ำว่าเมื่อคณะกรรมการมีมติและมีแนวทางชัดเจนแล้ว ทุกหน่วยงานสามารถดำเนินการได้ทันที
ส่วนจำนวนผู้ที่จะได้รับการนิรโทษกรรม นายปกรณ์ระบุว่า ขณะนี้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ประสานข้อมูลเบื้องต้นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ยังต้องตรวจสอบและสอบทานกับหน่วยงานผู้ปฏิบัติอีกครั้ง จึงยังไม่สามารถยืนยันจำนวนผู้ได้รับสิทธิได้อย่างชัดเจน
เมื่อถามว่า การตีความอย่างกว้างจะครอบคลุมถึงกรณีการตรวจสอบการทุจริตที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐประหารหรือไม่ นายปกรณ์ยืนยันว่า กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนแล้วว่า คดีทุจริตไม่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรมตามกฎหมายฉบับนี้
ส่วนกรณีผู้ถูกตัดสิทธิทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญจะได้รับประโยชน์หรือไม่นั้น นายปกรณ์กล่าวว่า การนิรโทษกรรมมีผลให้ผู้ได้รับสิทธิไม่ถือว่าเป็นผู้กระทำความผิดตามขอบเขตของกฎหมาย พร้อมย้ำว่าคณะกรรมการจะเร่งดำเนินการให้เสร็จภายในกรอบ 180 วัน เนื่องจากหากล่าช้าอาจส่งผลกระทบต่อความยุติธรรมของผู้ที่เกี่ยวข้อง



















