บอร์ด นบข. ไฟเขียวมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ภายใต้กรอบแนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต”
เมื่อวันที่ี 11 มิ.ย.69 เวลา 13.30 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม นบข. ได้มีการหารือและพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง โดยรองนายกรัฐมนตรีกล่าวก่อนการประชุมว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้ห่วงโซ่การผลิตมีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก ทั้งราคาพลังงานที่สูงขึ้น ต้นทุนการผลิต การขนส่ง รวมสภาวะอากาศที่คาดการณ์ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องเอลนีโญที่จะส่งผลต่อผลผลิตของเกษตรกรด้วยประเด็นปัญหาและความท้าทายที่เกิดขึ้นดังกล่าว จึงต้องมาทบทวนมาตรการที่มีอยู่เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยต้องดูแลทั้งกระบวนการตั้งแต่เรื่องของการรวบรวม การขายและการตลาด โดยเน้นใน 3 เรื่อง คือ 1) การบริหารจัดการราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 2) เพิ่มศักยภาพของการแข่งขันของข้าวไทย ทั้งคุณภาพ มาตรฐาน และโลจิสติกส์ 3) สร้างเสถียรภาพตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม นบข. ยังได้มีมติเห็นชอบ 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. เห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 และมาตรการระยะยาวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ภายใต้กรอบแนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต” (New Rice Economy) รวมจำนวน 5 โครงการ เป้าหมาย 11.50 ล้านตัน วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 59,467.58 ล้านบาท จำแนกเป็น วงเงินสินเชื่อ 49,275.00 ล้านบาท วงเงินจ่ายขาด 10,192.58 ล้านบาท ได้แก่
(1) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2569/70 วงเงินงบประมาณ ดังนี้ วงเงินงบประมาณรวม 41,483.33 ล้านบาท จำแนกเป็น (1) วงเงินสินเชื่อ 34,275.00 ล้านบาท (2) วงเงินจ่ายขาด 7,208.33 ล้านบาท (แหล่งเงิน งบ ม.28)
(2) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2569/70 วงเงินงบประมาณรวม 15,656.25 ล้านบาท จำแนกเป็น วงเงินสินเชื่อ 15,000.00 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 656.25 ล้านบาท (แหล่งเงิน งบ ม.28)
(3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 564.00 ล้านบาท (แหล่งเงิน คณะกรรมการบริหารกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.))
(4) โครงการดูดซับข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 1,680.00 ล้านบาท (งบกลางฯ)
(5) โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2570 (ข้าวประณีต ระยะที่ 2) วงเงินจ่ายขาด 84.00 ล้านบาท (แหล่งเงิน คชก.)

โดยที่ประชุมมอบหมายกรมการค้าภายในในฐานะฝ่ายเลขานุการ นบข. ร่วมกับ ธ.ก.ส. จัดทำโครงการฯ และรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอ พร้อมกับการขออนุมัติต่อกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาให้ความเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ธ.ก.ส. และเสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการ ก่อนเสนอขออนุมัติต่อ ครม. รวมทั้งร่วมกับ อคส. จัดทำโครงการฯ และรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอ ก่อนเสนอขออนุมัติต่อ ครม. พิจารณาตามระเบียบต่อไป
2. เห็นชอบขอขยายกรอบวงเงิน “โครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69” โดยขอเพิ่มวงเงิน จากเดิม 37,906.20 ล้านบาท (ครม.อนุมัติ 19 ส.ค.68) เพิ่มเป็น 39,753.16 ล้านบาท วงเงินส่วนต่าง 1,846.96 ล้านบาท สำหรับจ่ายให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เพิ่มขึ้น 233,729 ครัวเรือน โดยขอใช้เงินจาก ธ.ก.ส. สำรองจ่ายการดำเนินโครงการฯ โดยมอบหมายกรมการข้าว ในฐานะฝ่ายเลขานุการ นบข. จัดทำรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติต่อกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาให้ความเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ธ.ก.ส. และเสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการ ก่อนเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามระเบียบต่อไป
3. เห็นชอบหลักการประกันภัยข้าวนาปี 2569 รัฐ และ ธ.ก.ส. อุดหนุนเบี้ยเกษตรกร 10 ไร่ โดยขอให้ สศก. พิจารณาจัดทำรายละเอียดให้ชัดเจน ก่อนเสนอ นบข.อีกครั้ง
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ติดตามสถานการณ์ข้าวโลกข้าวไทย โดยแนวโน้มการส่งออกข้าวไทยพบว่า การส่งออกข้าวของไทยยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบของสหรัฐอเมริกา – อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกข้าวไทยไปตลาดสำคัญอย่างอิรัก สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การส่งออกข้าวไทยไปอิรักหยุดชะงักลงตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 อย่างไรก็ดี แนวโน้มการเกิดภาวะภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ได้สร้างความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาเลเซียและฟิลิปปินส์ซึ่งมีความต้องการบริโภคข้าวสูงแต่ไม่สามารถเพาะปลูกได้เพียงพอต่อความต้องการบริโภค ส่งผลให้นำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังมีคำสั่งซื้อต่อเนื่องจากประเทศในภูมิภาคแอฟริกา เช่น แอฟริกาใต้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และโมซัมบิก จึงคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีหลัง การส่งออกข้าวไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากปัจจัยผลกระทบของเอลนีโญที่ส่งผลให้หลายประเทศ ผู้นำเข้าข้าวเริ่มสำรองข้าวเพิ่มขึ้น
“รองนายกรัฐมนตรีศุภจีฯ ย้ำว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพ ผลผลิตสูง เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ลดต้นทุนการผลิต และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด จึงมอบหมายให้กรมการข้าวเร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกำชับให้การปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นพิจารณาตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ ไม่จำกัดเฉพาะข้าวโพด โดยต้องสอดคล้องกับการใช้น้ำ ปุ๋ย ความต้องการของตลาด และเป็นไปตามความสมัครใจของเกษตรกร ขณะเดียวกัน พื้นที่ที่ยังคงปลูกข้าวต้องส่งเสริมการใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ มีมูลค่าเพิ่มต่อไร่ และมีตลาดรองรับอย่างชัดเจน โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด รวมถึงเร่งพัฒนาระบบไซโลและพื้นที่จัดเก็บเมล็ดพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์และสร้างความมั่นคงด้านเมล็ดพันธุ์อย่างยั่งยืนในระยะยาว”



















