”ศิริกัญญา”ยื่นเอกสารร้องผู้ตรวจการฯ สอบรัฐบาล นำเงินกู้ด่วนแก้วิกฤตพลังงานมาโปะรายจ่ายประจำ ผิดกฎหมาย-ผิดวินัยการคลัง แถมยังสร้างบรรทัดฐานที่ผิดพลาดในอนาคต
เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.69 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลปกครองพิจารณายับยั้งการใช้เงินผิดประเภท หลังรัฐบาลนำเงินจาก พ.ร.ก. เงินกู้ฯ วิกฤตพลังงาน 4 แสนล้านบาท ไปใช้กับโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) วงเงิน 18,800 ล้านบาท
น.ส.ศิริกัญญาชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลกำลังนำเงินกู้ไปใช้กับ “งบประมาณรายจ่ายประจำ” สำหรับสวัสดิการเดิมที่ผู้ถือบัตรฯ ต้องได้รับอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากโครงการใหม่อย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” การอ้างว่านำมาช่วยกลุ่มเปราะบางจึงฟังไม่ขึ้น เพราะไม่ได้มีสิ่งใหม่เพิ่มเติมเป็นการเฉพาะ จึงไม่เข้าข่ายเงื่อนไขความจำเป็นเร่งด่วนจากวิกฤตพลังงานตามมาตรา 5 ของ พ.ร.ก. และยังขัดต่อ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ มาตรา 53 และ 54 อย่างชัดเจนด้วย
การตรวจสอบครั้งนี้เป็นคนละส่วนกับที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว ซึ่งเป็นการพิจารณาที่ตัว พ.ร.ก. ว่าสามารถออกได้หรือไม่ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ แต่การยื่นเรื่องถึงผู้ตรวจการแผ่นดินในวันนี้เป็นกระบวนการหลังจากที่ พ.ร.ก. ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและมีผลบังคับใช้ไปแล้ว การใช้จ่ายงบประมาณต่างๆ จึงต้องเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี อันถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครองในการอนุมัติโครงการต่างๆ การพิจารณาในครั้งนี้จึงเป็นการตรวจสอบว่าการนำเงินกู้มาโปะงบรายจ่ายประจำนั้นชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ศิริกัญญาย้ำว่า การยื่นตรวจสอบครั้งนี้จะไม่กระทบและไม่ใช่การระงับเงินในบัตรสวัสดิการฯ ที่ต้องจ่ายให้ประชาชน แต่เป้าหมายคือการให้รัฐบาลกลับไปทบทวนมติ ครม. และเปลี่ยนแหล่งเงินให้ถูกต้อง เพราะรัฐบาลยังมีเครื่องมือปกติให้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นการโอนงบประมาณรายจ่ายฯ หรือการดึงงบกลางสำรองจ่ายฯ ที่ยังเหลืออีกกว่า 50,000 ล้านบาทมาใช้แทนได้
การที่รัฐบาล “ถังแตก” หรือตั้งงบประมาณไว้ไม่เพียงพอ ไม่ใช่เหตุผลที่จะนำเงินกู้ฉุกเฉินมาใช้ตามอำเภอใจ รัฐบาลต้องบริหารจัดการงบประมาณปกติของตัวเองให้ได้ การล้วงเอาเงินกู้สำหรับสถานการณ์วิกฤตมาโปะรายจ่ายปกติ จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิดพลาดในอนาคต
หากปล่อยให้กู้เงินพร่ำเพรื่อเกินความจำเป็น สุดท้ายหนี้สินเหล่านี้ก็จะพอกพูนเป็นหนี้สาธารณะ และกลับมาเป็นภาระที่สร้างความเดือดร้อนให้คนทั้งประเทศต้องร่วมกันชดใช้ในที่สุด



















