“ชัชชาติ”นำโด่ง 43.5% คนกรุงเริ่มตัดสินใจมากขึ้นแต่สนามผู้ว่าฯ กทม. 69 ยังไม่ปิด

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img


สถาบันพระปกเกล้าเผยผลสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 24 พบ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ครองอันดับหนึ่งด้วยคะแนนนิยม 43.5% เพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งก่อน ขณะที่กลุ่มผู้ยังไม่ตัดสินใจลดลงเกือบครึ่ง แต่ประชาชนกว่าครึ่งยังพร้อมเปลี่ยนใจ หากผู้สมัครเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์และน่าเชื่อถือ พร้อมสะท้อนเสียงคนกรุงไม่ปฏิเสธเมกะโปรเจกต์ หากพิสูจน์ได้ว่าจำเป็น โปร่งใส และคุ้มค่า

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 69 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 24 เรื่อง “ความนิยมของประชาชนและทิศทางสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี 2569 (ครั้งที่ 2)” โดยย้ำหลักการดำเนินงานที่มุ่งเน้นความเป็นกลาง เป็นจริง และเป็นประโยชน์ทางวิชาการ เพื่อสะท้อนเสียงของประชาชน ไม่ใช่เพื่อชี้นำทางการเมือง

การสำรวจดำเนินการระหว่างวันที่ 4-7 มิ.ย. 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 1,600 ตัวอย่าง

ผลสำรวจพบว่า ประชาชน 64.0% สนับสนุนโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณสูง หากมีความจำเป็นและสามารถแก้ปัญหาได้จริง ขณะที่ 16.2% ยังลังเลเพราะกังวลเรื่องความคุ้มค่าและภาระงบประมาณ ส่วน 9.7% ไม่เห็นด้วยแม้โครงการจะมีความจำเป็น เนื่องจากมองว่าใช้งบประมาณสูงเกินไป อีก 6.2% ระบุว่าไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกผู้สมัคร และ 3.9% ไม่ประสงค์ตอบ

ผลสำรวจยังสะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้ปฏิเสธเมกะโปรเจกต์ แต่ต้องการเห็นเหตุผล ความจำเป็น แหล่งงบประมาณ ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับ และกลไกตรวจสอบที่โปร่งใส หากผู้สมัครไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจน นโยบายขนาดใหญ่อาจกลายเป็นข้อกังวลมากกว่าจุดขาย

ด้านความนิยมของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พบว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังคงได้รับความนิยมสูงสุดที่ 43.5% เพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งก่อนที่ 31.5% ตามมาด้วย ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร 12.0% ลดลงเล็กน้อยจาก 13.1% ส่วน นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ได้ 6.9% ลดลงจาก 7.5% ขณะที่ นายอนุชา บูรพชัยศรี ได้ 6.1% เพิ่มขึ้นจาก 4.9% และ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ได้ 3.9% ลดลงจาก 6.2%

นอกจากนี้ มีผู้ตอบว่าจะเลือกผู้สมัครรายอื่น 13.9% และกลุ่มผู้ยังไม่ตัดสินใจเหลือ 13.7% ลดลงอย่างมากจากการสำรวจครั้งก่อนที่ 24.1% สะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ เริ่มตัดสินใจเลือกผู้สมัครมากขึ้น แม้การแข่งขันยังเปิดกว้าง เนื่องจากคะแนนของผู้สมัครอันดับรองยังค่อนข้างกระจาย

ผลสำรวจยังพบว่า สนามเลือกตั้งยังไม่ปิด โดย 39.3% ระบุว่ายังเปิดใจพิจารณาผู้สมัครคนอื่น หากมีนโยบายที่ตอบโจทย์มากกว่า ขณะที่ 34.3% ยืนยันว่าจะเลือกผู้สมัครคนเดิมแน่นอน และ 16.5% ยอมรับว่ามีโอกาสเปลี่ยนใจสูง

เมื่อรวมกลุ่มผู้ที่เปิดใจพิจารณากับกลุ่มที่มีโอกาสเปลี่ยนใจ พบว่ามีสัดส่วนมากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม สะท้อนว่า นโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง การสื่อสารที่ชัดเจน และความน่าเชื่อถือของผู้สมัคร ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางการแข่งขันในช่วงโค้งสุดท้าย

สำหรับการเปรียบเทียบกับผลการเลือกตั้งปี 2565 พบว่า ฐานเสียงเดิมของ นายชัชชาติ ยังค่อนข้างแข็งแกร่ง โดย 71.0% ของผู้ที่เคยเลือกยังมีแนวโน้มสนับสนุนอีกครั้ง ขณะที่ฐานเสียงของ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร มีแนวโน้มเคลื่อนมาสนับสนุน ดร.โจ ถึง 54.5%

อย่างไรก็ตาม ฐานเสียงของผู้สมัครรายอื่นเริ่มมีการเคลื่อนตัว โดยผู้ที่เคยเลือก นายสกลธี ภัททิยกุล มีถึง 35.7% ที่มีแนวโน้มเลือกผู้สมัครคนอื่น เช่นเดียวกับผู้ที่เคยเลือก นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ซึ่ง 30.2% มีแนวโน้มเปลี่ยนไปสนับสนุนผู้สมัครรายอื่น

สถาบันพระปกเกล้าสรุปว่า แม้ทิศทางสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 จะเริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้น แต่ประชาชนยังเปิดรับทางเลือกใหม่ หากผู้สมัครสามารถนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม โปร่งใส และน่าเชื่อถือ โดยในช่วงต่อจากนี้ ผู้สมัครจะต้องเปลี่ยน “ความนิยม” ให้เป็น “ความเชื่อมั่น” และทำให้นโยบายหาเสียงกลายเป็นคำมั่นที่ประชาชนเชื่อว่าสามารถปฏิบัติได้จริง.

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisement -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img