การทำแผน…ก็คือ การวางแผนงานในอนาคต วางกรอบ วางเป้าหมายที่ต้องทำให้ชัดเจน ส่วนผลจะบรรลุเป้าหมายได้มากน้อยแค่ไหน ก็ย่อมต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมตลอดทางด้วย
เช่นเดียวกับ แผนการคลังระยะปานกลาง (69-75) ที่ “ครม.อนุทิน ชาญวีรกูล” ได้เห็นชอบไปเมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา แผนการคลังระยะปานกลางนี้ วางเป้าหมายไว้ชัดเจนว่า ต้องการฟื้นฟูสภาพทางการคลังของประเทศให้เข้มแข็ง
ที่สำคัญ!! ยังเป็นการเป็นการเพิ่มสร้างความน่าเชื่อถือให้กับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ หลังจากที่ผ่านมา สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ต่างส่งสัญญาณ “เป็นห่วง” ความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
Credit Rating Agency เหล่านี้ได้แสดงความกังวล โดยสะท้อนผ่านการปรับแนวโน้มมุมมอง (Outlook) ของประเทศไทย ซี่งเป็น สัญญาณเตือน ที่อาจทำให้ประเทศถูกลดความน่าเชื่อถือ หรือถูกลดเครดิต ในอนาคตได้
เหตุผลใหญ่ใจความ ด้วยเพราะเศรษฐกิจที่ปั่นป่วนไปทั้งโลก และประเทศไทย ก็ถูกแรงกระแทกตามไปด้วย รายได้มีไม่เพียงพอกับรายจ่าย ทำให้รัฐบาลต้องตั้งงบประมาณแบบขาดดุล มานานหลายสิบปี
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจ ที่ยังไม่สามารถโงหัวแบบโบกไปมาได้ กลับกลายเป็นว่า รายจ่ายของรัฐบาลกลับเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของรายจ่ายประจำ
ไม่ว่าจะเป็น เงินเดือนและค่าตอบแทนข้าราชการ ค่ารักษาพยาบาล ค่าสาธารณูปโภค เงินอุดหนุนต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้มีสัดส่วนมากถึง 70-80% ของรายจ่ายของรัฐบาล
ไม่เพียงเท่านี้ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ก็ต้องใช้งบประมาณ เป็นจำนวนไม่น้อย ผ่านสารพัดโครงการ แม้ว่าจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนคนไทย ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาลก็ตาม
แต่ในอีกทาง… ก็ต้องการรักษาไว้ซึ่งคะแนนเสียงด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนก็ตาม ด้วยเหตุนี้!! การเสพติดความช่วยเหลือจากรัฐบาล จึงเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
ในความเป็นจริงแล้ว ก็ต้องยอมรับว่า ประเทศไทย ต้องประสบกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด มาเรื่อย ๆ โดยเฉพาะจากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่รัฐบาลต้องกู้เงินจำนวนหลายแสนล้านบาท เพื่อให้คนทั้งประเทศรอดพ้นจากวิกฤติที่เกิดขึ้น

อย่างที่บอก…งบประมาณของรัฐบาลจึงต้องตกอยู่ในฐานะ “ขาดดุล” สะสมกันมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้ “หนี้สาธารณะ” พุ่งสูงลิ่ว โดยล่าสุด ในปีงบประมาณ 68 มีมากถึง 12.22 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 64.82% ของจีดีพีของประเทศ
ล่าสุด! หนี้สาธารณะในปีงบประมาณ 68 นี้ ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปีก่อน ที่มีอยู่ประมาณ 11.62 ล้านล้านบาท หรือ 63.28% ของจีดีพี ซึ่งตราบใดที่จีดีพีไม่เพิ่มขึ้น สัดส่วนของหนี้สาธารณะ ย่อมไม่มีทาง ลดลงได้ง่าย ๆ
ดังนั้น การวางแผนเพิ่มรายได้ของรัฐบาล จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ หนึ่งในแนวทางเพิ่มรายได้ ก็หนีไม่พ้น เรื่องของ “การเพิ่มภาษี” โดยเฉพาะ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” หรือ “แวต : VAT”
ด้วยเพราะ…การเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ถือเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลที่ง่ายที่สุดและเร็วที่สุด เพราะทุก ๆ 1% ที่เพิ่มขึ้นเท่ากับว่ารัฐบาลจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 70,000-80,000 ล้านบาททีเดียว
ทุกวันนี้รัฐบาล เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม จากสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นภาษีจากการบริโภคภายในประเทศ ในอัตราที่ 7% ขณะที่ภาษีตัวนี้มีเพดานอยู่ที่ 10% มาตั้งแต่ปี 2535 แล้ว
แต่หลังจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ หรือ “วิกฤติต้มยำกุ้ง” เมื่อปี 2540 จึงมีการออกพระราชกฤษฎีกาลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มลงชั่วคราว เหลือเพียง 7% เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของคนไทย
ตามแผนการคลังระยะปานกลาง ได้วางกรอบการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มมาสู่อัตราเดิมที่ 10% โดยเป็นการทยอยปรับขึ้นแบบขั้นบันได ตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป เพื่อให้โครงสร้างรายได้ของประเทศมีความยั่งยืนมากขึ้น

เป้าหมายการจัดเก็บภาษีแวต ตามแผนการคลังระยะปานกลาง จะขยับจาก 7% เป็น 8.5% ในปี 2571 และจะเพิ่มเป็น 10% ในปี 2573 พร้อมจัดมาตรการบรรเทาผลกระทบทั้งต่อประชาชนและภาคธุรกิจ เพื่อไม่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องสะดุดจนหัวคะมำ
แต่การขึ้นภาษีแวต ใช่ว่าวางแผนแล้วจะทำได้!! อย่างที่หวัง เพราะตราบใดที่เศรษฐกิจยังหัวคะมำ อยู่อย่างนี้ ก็มีแต่ซ้ำเติมเศรษฐกิจให้ดิ่งหัวลง เพราะการใช้จ่ายจะหยุดชะงักไปทันที
บรรดากูรู ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หากเศรษฐกิจไทย หรือ “จีดีพีไทย” ไม่สามารถขยายตัวได้ในระดับ 5% โอกาสการขึ้นภาษีก็มองไม่เห็น และการขยายตัวไม่ใช่เพียงปีเดียวแล้วจะทำได้ แต่ต้องขยายตัวติดต่อกันอย่างน้อย 3-5 ปี
เหนืออื่นใด… ในเชิงการเมืองแล้ว คงไม่มีรัฐบาลไหนที่จะใจเด็ดยอมขึ้นภาษีแวต เพราะนั่นเท่ากับว่า…เป็นการทำร้ายตัวเอง!!
……………………………….
คอลัมน์ : EC Focus by Virgo






































