ในการประชุม คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา มีประเด็นน่าสนใจ เกี่ยวกับ การเข้าถึงรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการแลนด์บริดจ์
ภาคประชาชน โดย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม หรือ EnLAW ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภา กรณีหน่วยงานรัฐ อย่าง สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ปฏิเสธการเปิดเผยรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ฉบับสมบูรณ์ของโครงการแลนด์บริดจ์ โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยของข้อมูลและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA เรื่องนี้มีรายละเอียดอย่างไร ติดตามจากรายงานครับ
จุดเริ่มต้นของปัญหาเกิดขึ้นเมื่อมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม พยายามขอคัดสำเนารายงาน EHIA โครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งฝั่งชุมพรและระนอง เพื่อให้ภาคประชาชนและนักวิชาการได้ศึกษาข้อเท็จจริง แต่ปรากฏว่า สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กลับส่งเพียงรายงานฉบับ “รับฟังความคิดเห็น” มาให้ ซึ่งไม่ใช่ฉบับสมบูรณ์ ที่ยื่นพิจารณาต่อคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ทำให้ภาคประชาชน หวั่นเกรงว่า จะขาดตกข้อมูลสำคัญ โดยเฉพาะการอ้างอิงวิธีการสำรวจต่าง ๆ ในภาคผนวกไป
เมื่อมีการทวงถาม “สนข.” ได้ให้เหตุผลในการปฏิเสธว่า “การเปิดเผยข้อมูลในระหว่างการพิจารณาอาจทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ”

ขณะที่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ “สผ.” ในฐานะผู้ครอบครองเอกสาร อ้างว่า “ต้องรอความยินยอมจากเจ้าของโครงการ และกังวลเรื่องการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย PDPA เนื่องจากรายงานมีเนื้อหากว่า 5,000 หน้า ซึ่งมีรายละเอียดส่วนบุคคลของผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก”
ขณะที่ ตัวแทนภาคประชาชน ได้โต้แย้งว่า รายงาน EIA/EHIA คือข้อมูลสาธารณะตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารฯ พ.ศ.2540 และที่ผ่านมา เคยมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารฯ (ที่ สค. 164/2559) มาแล้วว่า รายงานที่อยู่ระหว่างการพิจารณาควรเปิดเผยเพื่อให้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนมีความหมาย
ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลที่ สนข. อ้างว่าเปิดเผยบนเว็บไซต์แล้วนั้น ไม่มีการระบุชื่อบุคคล แต่เหตุใดเมื่อภาคประชาชนขอฉบับสมบูรณ์ กลับนำเรื่องรายชื่อมาเป็นอุปสรรค ทั้งที่สามารถใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ช่วยป้ายแถบดำ หรือปิดทับรายชื่อส่วนบุคคลได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้บุคลากรจำนวนมาก ดำเนินการตามที่กล่าวอ้าง

สุดท้ายในที่ประชุม ได้บทสรุปเบื้องต้น คือ “สผ.” ยอมรับว่าจะนำเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานภายใน 5 วัน เพื่อหาแนวทางเปิดเผยข้อมูล ในระยะแรกจะทยอยส่งรายงานเล่มที่ 1-3 ซึ่งเป็นผลการศึกษาภาพรวมและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ให้ภาคประชาชนก่อน เนื่องจากไม่มีประเด็นอ่อนไหวเรื่อง PDPA และคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการทั้งหมดประมาณ 2 สัปดาห์
เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของ “โครงการแลนด์บริดจ์” เท่านั้น แต่คณะกรรมาธิการฯ ยังเสนอให้ “สผ.” จัดทำเป็น “คู่มือมาตรฐาน” ในการเปิดเผยข้อมูลโครงการรัฐในอนาคต เพื่อให้ความโปร่งใสเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องรอให้ประชาชนมาร้องเรียนเป็นรายกรณีอีกต่อไป
…………..
คอลัมน์ : The Key Reported by Fah kham-ram



















