ในสายตาใครหลายคน “ทุนเทา” มักถูกมองว่า เป็นเพียงเงินที่ไหลเวียนอยู่ใน “เงามืด” แต่ในความเป็นจริง “ทุนเทา” ได้แทรกลึกเข้าไปใน ระบบเศรษฐกิจ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสเงินที่ขับเคลื่อนในหลาย ๆ เมือง หลาย ๆ ธุรกิจและ การเมืองไทย ตั้งแต่ระดับท้องถิ่น จนถึงระดับชาติ
เป็นที่น่าสังเกตว่า การเติบโตอย่างผิดธรรมชาติในบางธุรกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนว่า กลุ่มทุนเทาไม่ได้หลบอยู่หลังฉากอีกต่อไป แต่เข้ามาตั้งรกราก เปิดบริษัทซื้ออสังหาฯ จัดกิจกรรมท่องเที่ยว ควบคุมเชนธุรกิจครบวงจร ทำกันอย่างโจ๋งครึ่ม
ที่น่ากังวลคือ “กลุ่มทุนเทา” ค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์กับ “อำนาจรัฐ” อย่างเป็นระบบ และลึกซึ้ง สิ่งที่ชาวบ้านเห็นเป็นแค่ “ยอดภูเขาน้ำแข็ง”
ในระบบเศรษฐกิจทุกวันนี้ จะเริ่มเห็นบทบาททุนเทามากขึ้นเรื่อย ๆ มากันหลากหลายรูปแบบ-หลายๆธุรกิจ ตั้งแต่ร้านอาหาร คาเฟ่ ผับ หรือบาร์ น่าสงสัยในบางจังหวัด ลงทุนสูงกว่าศักยภาพของรายได้จริง จะเห็นว่า ร้านไม่มีลูกค้า แต่ทยอยเปิดสาขาใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
จุดเหล่านี้สะท้อนลักษณะ “การฟอกเงิน” หรือ “หมุนเงินเทา” ที่ไม่ต้องคำนึงถึงจะได้กำไรหรือขาดทุน บางแห่งใช้เป็นหน้าฉากให้ พนันออนไลน์ บางแห่งเชื่อมโยงกับ สินเชื่อนอกระบบ บางส่วนเชื่อมโยงกับ ธุรกิจนำเข้าส่งออกที่ทำธุรกรรมมูลค่าสูงผิดธรรมชาติ ซึ่งพบได้มากขึ้นหลังจากหลาย ๆ ประเทศควบคุมด้านการเงินเข้มข้นขึ้น ทำให้เงินที่ต้องการหลบช่องทางการตรวจสอบ ไหลเข้าพื้นที่ที่กลไกตรวจสอบอ่อนแอกว่า

จุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ เมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ที่เศรษฐกิจต้องพึ่งพาชาวต่างชาติ กลายเป็น “จุดพักของทุนเทา” เพราะธุรกิจบางประเภทมีช่องให้ “ใช้เงินสด” ได้มากและ “ตรวจสอบยาก” เช่น ธุรกิจรถเช่า รถทัวร์ บริษัทไกด์ โรงแรมขนาดเล็ก จนไปถึงกิจกรรมบันเทิงยามกลางคืน
สิ่งที่เห็นชัดคือ กลุ่มทุนบางประเทศ เข้ามาถือครองกิจการผ่าน “นอมินีไทย” ซื้อคอนโดฯ ยกชั้น หรือหลายยูนิตติดกัน ทำให้ราคาคอนโดฯ บางทำเล สูงกว่ากำลังซื้อของคนไทย
บางพื้นที่เกิด “เศรษฐกิจสองชั้น” คือ ชั้นที่ขับเคลื่อนด้วยรายได้ของประชาชนทั่วไป และอีกชั้นคือ เศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงด้วยเงินเทา ที่ไม่สะท้อนผลิตภาพจริง ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจเหล่านี้ ดูดีเป็นบางช่วง แต่ไม่ได้สร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน กลายเป็น ภาพลวงตา เมื่อไหร่ที่เงินเทา-ทุนเทาถอนตัว เศรษฐกิจเมืองเหล่านี้ก็จะเกิดสภาวะแฟ่บฉับพลัน คล้ายกับการยุบตัวของฟองสบู่ย่อย ๆ
นอกจากนี้ “ทุนเทา” ยังเข้ามาในรูปของ “ธุรกิจนำเข้า-ส่งออกบางประเภท” เช่น บริษัทนำเข้าสินค้าราคาสูงมากผิดปกติ หรือส่งออกไปตลาดที่แทบไม่มีดีมานด์ แต่มีตัวเลขเม็ดเงินหมุนเวียนสูงกว่าปกติ หรือ “ธุรกรรมคริปโต” ที่ถูกเปลี่ยนเป็นเงินสดผ่านตลาด OTC (การซื้อขายนอกตลาดหลักเป็นการซื้อขายแบบส่วนตัว) และร้านแลกเงิน ก่อนจะถูกนำไปซื้ออสังหาฯ หรือธุรกิจต่าง ๆ ทำให้เงินไม่สามารถตรวจสอบที่มาชัดเจน กลายเป็นเงินสะอาดในระบบบัญชีได้อย่างง่ายดาย
“ทุนเทา” ไม่ได้หยุดอยู่แค่แทรกในระบบเศรษฐกิจ แต่ยังโยงเข้าสู่การเมือง ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ ซึ่งเป็นระดับที่สร้างผลกระทบต่อกลไกของรัฐ ซึ่งกลุ่มผู้มีรายได้จากเครือข่ายผิดกฏหมาย เช่น กลุ่มพนันออนไลน์ เงินกู้นอกระบบ หรือเครือข่ายผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น มักจะสนับสนุนการหาเสียง หรือกิจกรรมการเมือง แลกกับการคุ้มกัน ความสะดวกอื่น ๆ รวมถึงการไม่ต้องตรวจสอบ หรือแม้แต่การมีบทบาทในการแต่งตั้งข้าราชการ เมื่อการเมืองต้องพึ่งเงินทุนเทา การบังคับใช้กฏหมายย่อมอ่อนแอ ทำให้เจ้าหน้าที่บางส่วนไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระ เพราะมีแรงกดดันจากเครือข่ายผลประโยชน์ที่ฝังลึกมานาน
ในระดับท้องถิ่น…บางจังหวัดมี ความสัมพันธ์แบบพึ่งพา ระหว่าง “นักการเมืองท้องถิ่น” กับ “กลุ่มทุนเทา” เมื่อนักการเมืองท้องถิ่นมีอำนาจ เครือข่ายทุนเทาก็สามารถกำหนดทิศทางบางอย่างได้ โดยไม่ต้องมีตำแหน่งในระบบทางการแต่ใช้ “นอมินีการเมือง” แทน
สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดของ “ทุนเทา” คือเข้ามา “ซื้ออำนาจบริหาร” ของ “ระบบราชการ”

บางเครือข่ายพยายามแทรกแซงการแต่งตั้งในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ หรือหน่วยงานด้านใบอนุญาตธุรกิจ เมื่อคนในตำแหน่งสำคัญ มีแรงจูงใจที่ผูกพันกับกลุ่มทุนเทา การตรวจสอบก็เป็นเพียงพิธีกรรม และเปิดช่องให้ทุนเทาแทรกตัวได้ลึกไปเรื่อย ๆ
ผลกระทบที่ขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจไทยนั้น เป็นรูปธรรมและรุนแรงกว่าที่หลายคนคิด ประการแรก คือ ทำให้ระบบการกำกับดูแลไร้ประสิทธิภาพ ผู้ประกอบธุรกิจต้องแข่งกับกลุ่มธุรกิจทุนเทา ที่มีต้นทุนไม่เท่ากัน เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการแข่งขัน ทำให้ศักยภาพเศรษฐกิจลดลง เมื่อเกมไม่แฟร์ นักลงทุนดี ๆ ก็ไม่มีใครอยากเข้ามา
ประการที่สอง ทุนเทาทำให้ตลาดสินทรัพย์บิดเบือน เช่นราคา อสังหาริมทรัพย์ บ้าน-คอนโดฯ สูงเกินกว่ากำลังซื้อจริง ราคาค่าเช่าเพิ่มจากความต้องการเทียม สิ่งเหล่านี้ทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงที่อยู่อาศัยยากขึ้น เพราะดีมานด์ที่เกิดขึ้นเป็นดีมานด์เทียมไม่ใช่ดีมานด์จากระบบเศรษฐกิจจริง
ประการที่สาม ความสัมพันธ์ระหว่างทุนเทาและการเมือง ทำให้เกิดการคอร์รัปชันเชิงระบบ งบประมาณถูกจัดสรรให้คนบางกลุ่ม โครงการบางอย่างเกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะความจำเป็นต่อการพัฒนา แต่เกิดเพราะสามารถสร้างผลตอบแทนใต้โต๊ะได้มาก หากวงจรนี้ยังอยู่เศรษฐกิจไทยจะขาดการลงทุนในโครงสร้างที่จำเป็นจริงๆ
การรุกคืบของ “ทุนเทา” เป็นสัญญาณเตือนว่า หากปล่อยให้มีอิทธิพลในระบบเศรษฐกิจและการเมืองไทยได้เมื่อไหร่ “หายนะ” กำลังมาเยือน….อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
…………………………………
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC







































