หน้าแรกCOLUMNISTSทำไม Data Center ต้องสต็อกน้ำมันดีเซล“มโหฬาร”

ทำไม Data Center ต้องสต็อกน้ำมันดีเซล“มโหฬาร”

- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

วันก่อนได้ไปพูดคุยกับ “ดร.ฟลุ๊ค-สราวุธ แก้วตาทิพย์” อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน มีหลายเรื่อง ซึ่งเป็นภารกิจของกรมฯ ที่กำลังทำ เพื่อให้เรามีน้ำมัน มีก๊าซหุงต้มใช้ ไม่สะดุดและปลอดภัยด้วย และทำให้การประกอบกิจการน้ำมันเดินหน้าไปได้ ช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

ตั้งต้นก่อนเลยสำหรับแผนน้ำมัน (Oil Plan) แผนที่จะเป็นกรอบแนวทางการทำงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวกับน้ำมัน “ดร.ฟลุ๊ค” บอกว่า “กำลังทบทวนทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอรัฐมนตรีพลังงาน ประเด็นตั้งต้นที่ต้องมาดู คือ จะมีปัจจัยไหนบ้างมีผลต่อความต้องการใช้น้ำมันในประเทศ”

หลักก็มี 2 เรื่องคือ 1.การเลื่อนเป้าหมาย Net Zero หรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ของประเทศให้เร็วขึ้น 15 ปีเป็นปี 2050 หรือ พ.ศ.2593

2.ที่เคยบอกกันว่าความต้องการใช้น้ำมันของโลกจะเกิดขึ้นสูงสุด (Peak) ในปี 2573 หลังจากนั้นจะดิ่งลง ๆ เพราะมีไฟฟ้ามาแทนน้ำมัน แต่บัดนี้หาเป็นเช่นนั้นไม่ ตอนนี้สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมากหากตามไม่ทันมีอันวางแผนผิดแน่นอน

ดร.ฟลุ๊ค-สราวุธ แก้วตาทิพย์

ดร.ฟลุ๊ค เล่าว่า ข้อมูลการศึกษาเมื่อปี 2568 ของกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) และองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ตรงกันว่า การใช้น้ำมันไม่พีคในปี 2573 แล้ว แถมความต้องการใช้น้ำมันยังทยอยเพิ่มอีกด้วย จะพีคปีไหนก็ยังบอกไม่ได้ อันเนื่องมาจากรูปแบบการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นในหลายส่วนด้วยกัน อย่างยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ก็ไม่ได้เติบโตอย่างที่คิด จากที่เคยโตไปถึง 300-400% สำหรับในบ้านเราเพราะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย และการปล่อยสินเชื่อ EV ที่ยากกว่ารถยนต์สันดาป หรือบางเจ้าอาจไม่ปล่อยให้เลย เพราะขายต่อยากกว่า นอกจากนี้การสัญจรทางอากาศ และทางเรือก็เติบโต ซึ่งล้วนใช้น้ำมันกันทั้งนั้น

มาไฮไลต์กันที่ ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มจากพฤติกรรมใหม่ มาจากธุรกิจ Data Center ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า ห้ามไฟดับเลยแม้แต่วินาทีเดียว “กรมธุรกิจพลังงาน” ได้ศึกษาการประกอบธุรกิจของ VNET Group ของจีน ซึ่งเป็น Data Center อันดับ 2 ของโลก มีลูกค้ารายใหญ่อย่างไมโครซอฟท์ และอีกหลายเจ้า ขนาด 300 เมกะวัตต์ ลักษณะของสถานประกอบการจะ​มีแต่ตึก 3 ตึกด้วยกัน แต่ละตึกสูงราว 10 ชั้น ขนาด 100 เมกะวัตต์ แต่ละตึกต้องมีเครื่องปั่นไฟดีเซลสำรองไว้ VNET มี Generators ดีเซล สำหรับ backup ถึง 300 เครื่องตั้งเรียงกันไป และที่อยู่คู่กันไป คือ “ถังเก็บสำรองน้ำมันดีเซล”

“กรมธุรกิจพลังงาน” ซึ่งมีภารกิจออกใบอนุญาตคลังน้ำมัน ถังน้ำมัน และท่อน้ำมัน ก็ต้องกลับมาดูประเทศไทย ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตกันใกล้ เมื่อประเทศเราก็กำลังส่งเสริมธุรกิจ Data Center เหมือนกัน ก็แปลว่า แต่ละ Data Center ต้องมีถังน้ำมันดีเซลสต็อกไว้ในตึกต่าง ๆ สำหรับเครื่องปั่นไฟ และแน่นอนว่า บางวันก็ต้องเดินบ้าง ไม่ปล่อยให้เครื่องตาย

ตอนนี้เรามี Data Center ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแน่ ๆ 20 ราย ต่างกำลังจับจองจัดหาแหล่งป้อนไฟฟ้าที่มั่นคง แล้วก็กำลังมาขออนุมัติกรมธุรกิจพลังงานสร้างถังสำรองดีเซลด้วย ทั้ง 20 รายนั้น แต่ละรายต้องการรายละ 100 ถัง เพื่อเก็บดีเซลรวมกัน 3 ล้านลิตรต่อ 100 ถัง นั่นหมายถึง 20 รายมีรวมกัน 2,000 ถัง เพื่อเก็บดีเซลสต็อกไว้ 60 ล้านลิตร…เรียกว่า “มโหฬาร”

ถือเป็นความท้าทายของรัฐบาลไทยในการส่งเสริม Data Center ที่ใช้ทรัพยากรมหาศาล นอกเหนือจากไฟและน้ำ เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้กรมฯ ต้องปรับประมาณการณ์ความต้องการใช้น้ำมันใน Oil Plan ใหม่

มอง ๆ แล้วธุรกิจ Data Center ช่างทำสวนทางกับเป้าหมาย Net Zero แต่เมื่อรัฐบาลจะต้องส่งเสริมธุรกิจนี้ให้เกิดขึ้นในประเทศต่อไป คงต้องจำกัดการเข้ามาลงทุนบ้าง สำหรับในห้วงที่ 20 รายเข้ามาแล้ว ในส่วนของ Oil Plan ต้องมาปรับไม่ให้การใช้น้ำมันดีเซลของ Data Center มาทำให้เป้าหมาย Net Zero ไปไม่ถึงฝั่ง

โดยส่งเสริมให้การใช้น้ำมันอากาศยาน เดินเรือ และน้ำมันบนบกเป็นกรีน ในส่วนของอากาศยาน Oil Plan จะส่งเสริมการผลิตและการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel : SAF) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคการบิน มุ่งใช้ศักยภาพวัตถุดิบจากในประเทศ เช่น น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (used cooking oil : UCO) น้ำมันปาล์มดิบ เอทานอล

“ดร.ฟลุ๊ค” บอกว่า ในเบื้องต้นหากจะเริ่มบังคับใช้ SAF น่าจะเริ่มในปีหน้าเป็นต้นไปที่สัดส่วนการผสม SAF ที่ 1% หากเริ่มเลยตอนนี้อาจจะยังติดขัด เพราะสนามบินอื่น ๆ ยังไม่มีให้เติม มีแต่ดอนเมืองและสุวรรณภูมิ และต้องศึกษาเพื่อนำโมเดล Mass Balance มาใช้ ทั้งต้องบังคับกับทุกสายการบินอย่างเสมอหน้ากัน ดังนั้นต้องดูภาพรวมสถานการณ์ในปีนี้ไปก่อน และรอดูกลไกของพ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จะบังคับใช้ด้วย

ทางด้านการขนส่งทางน้ำ ใน Oil Plan จะส่งเสริมการผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงทดแทนสำหรับเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ อาทิ น้ำมันเตากำมะถันต่ำที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ (B24 VLSFO) ซึ่งปัจจุบันมีการซื้อขาย B24 หรือผสมเชื้อเพลิงชีวภาพ 24% กันอยู่

สำหรับน้ำมันบนบก จะส่งเสริม EV กันต่อไป และมาหาข้อสรุปว่า จะใช้น้ำมันเบนซินชนิดใดเป็นน้ำมันพื้นฐาน แก๊สโซฮอล์ 91 หรือ 95 แม้ตอนนี้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพอาจมีราคาสูงกว่าน้ำมันจากฟอสซิล เนื่องจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ไม่ได้ปรับตัวสูง แต่ดร.ฟลุ๊ค มองว่าอย่างไรเสียอะไรที่ผลิตในประเทศย่อมดีกว่านำเข้า แต่เขาย้ำว่าไม่ใช่ว่าจะเป็นต้นทุนเท่าไหร่ก็ได้ ต้องมาคุยราคากัน เพราะต้องดูแลผู้บริโภคด้วย

อีกทางในการลดคาร์บอนจากภาคขนส่งน้ำมัน เป็นการส่งเสริมการขนส่งน้ำมันทางท่อ ซึ่งเท่าที่ผู้เขียนติดตามมา ส่งเสริมกันมาหลายปีแต่ยังไปไม่ได้มากเท่าที่คาด ทราบกันดีว่าเป็นเรื่องปรับโครงสร้างการขนส่งน้ำมันของประเทศ จากเดิมขนส่งโดยรถกันมานาน การจะเปลี่ยนมาขนส่งทางท่อย่อมกระทบกิจการที่ให้บริการอยู่

แต่จะขนส่งทางถนนเหมือนเดิมเห็นจะไม่ได้ จะบอกว่าต้นทุนการขนส่งถูกว่าทางท่อ ก็ต้องเทียบกันให้ดีต้นทุนแฝงต่าง ๆ ก็ต้องเอามาวัดกันด้วย ไม่ใช่บอกว่าขนส่งทางรถถูกกว่าเมื่อเทียบกับเงินหลายพันล้านบาทของการก่อสร้างท่อ แต่กลับไม่นับรวมต้นทุนถนนหนทางที่รัฐลงทุน เงินภาษีประชาชนเราไปอยู่ในนั้น หรือไม่นับรวมค่าซ่อมบำรุงถนนแต่ละปี และอุบัติเหตุทางถนน เหล่านี้คือประชาชนรับภาระแทนผู้ประกอบการไปแล้ว

ที่สำคัญ คือการตรึงราคาดีเซลในประเทศไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรมานานตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2564 โดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ต้นทุนการขนส่งโดยรถถูกกว่าทางท่อ

ตอนนี้ก็ “กรมธุรกิจพลังงาน” ยังต้องพยายามทำหลาย ๆ มาตรการจูงใจและส่งเสริมให้มาขนส่งน้ำมันทางท่ออยู่ ก็อย่างที่ว่ากระทบกิจการขนส่งรถขนส่งน้ำมัน แม้จะผ่านมานานทุกโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งยังมีการขนส่งน้ำมันออกจากโรงกลั่นว่ากันว่าบางโรงมีถึง 900 เที่ยวต่อวัน น้อยที่สุดก็ 400-500 เที่ยวต่อวัน รวมๆแล้ว 6 โรงกลั่นมีรถขนส่งน้ำมันเข้าๆรวม 3,000-4,000 เที่ยวต่อวัน เพื่อส่งไปยังคลังน้ำมันต่าง ๆ ทั้งขอนแก่น สระบุรี ชลบุรี ระยอง ปทุมธานี เป็นต้น

จำนวนเที่ยวมากมายขนาดนี้ การจะทำให้หายไปทั้งหมด แล้วมาขนส่งน้ำมันทางท่อ ก็คงทำไม่ได้ นอกจากกระทบธุรกิจขนส่งน้ำมันแล้ว โครงข่ายท่อส่งน้ำมันใต้ดินก็ไปไม่ถึงปั๊มต่าง ๆ ดังนั้นการส่งเสริมให้มาขนส่งน้ำมันทางท่อก็ใช่ว่าจะทำให้ธุรกิจรับขนส่งน้ำมันเจ๊ง ก็มาปรับบทบาทกันให้เน้นไปกระจายน้ำมันจากคลังไปปั๊มแทนซึ่งทำได้ทั่วถึงกว่าทางท่ออยู่แล้ว

แต่จะอยู่กันเหมือนเดิมไม่ทำอะไร ก็ดูจะสวนทางเป้าหมายเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งแต่ละโรงกลั่นน้ำมันล้วนมีพันธสัญญา Net Zero ด้วยกันทั้งนั้น สำคัญคือ ควรจะนึกถึงประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่น ที่ต้องมาเสี่ยงภัยกับการใช้รถขนส่งน้ำมันด้วย

“ดร.ฟลุ๊ค” บอกว่า กำลังคุยมาตรการจูงใจให้ลดการขนส่งน้ำมันมาใช้การขนส่งทางท่อ เช่น ให้เกียรติบัตรในการมีส่วนร่วมลดคาร์บอน รวมถึงจูงใจด้วยการย้ายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากต้นทางไปปลายทางที่คลังน้ำมัน เพื่อลดภาระของผู้ประกอบการ เป็นต้น

ขณะเดียวกันก็มีการขยายโครงข่ายท่อขนส่งน้ำมันออกไปให้ครอบคลุม ล่าสุดเป็นโครงการขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือระยะที่ 3 (อ่างทอง-สระบุรี) ระยะทาง 52 กม.เป็นการลงทุนของบริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด (BPT) ร่วมกับบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (Thappline) เพื่อเชื่อมร้อยโครงข่ายการขนส่งทางท่อระหว่างโรงกลั่นทั้ง 6 โรงเข้าด้วยกัน เพิ่มความมั่นคงของประเทศ

รวมไปถึงอยู่ระหว่างหาแนวทางขจัดอุปสรรคการขนส่งน้ำมันทางท่ออื่น ๆ เช่น การบริหารจัดการ Interface Oil น้ำมันที่มาจากจุดเชื่อมต่อที่มีอยู่ถึง 10-15% ของการขนส่งทางท่อ โดยส่งเสริมให้คลังน้ำมันแต่ละแห่งสร้างถังรองรับ เพื่อแยกและปรับปรุงคุณภาพน้ำมันให้สามารถจำหน่ายในปั๊มน้ำมันได้ตามคุณภาพที่กำหนด ซึ่งตอนนี้ยังติดปัญหากฎหมายผังเมืองเรื่องการสร้างถังใหม่ ต้องรอให้มีรัฐบาลใหม่มาประสานการทำงานระหว่างหน่วยงานต่อไป 

ภารกิจกรมธุรกิจพลังงานไม่ได้มีเท่าที่บอกไป มีหลายภารกิจที่หลายคนไม่รู้มาก่อนว่ากำลังทำอะไรอยู่ “ใคร ๆ ก็คิดว่ากรมฯ ทำหน้าที่แค่ตรวจปั๊ม” แต่ในภาพรวมกรมฯ ทำงาน 3 ด้านด้วยกัน ก็คือ ความปลอดภัยทั้งน้ำมัน และก๊าซหุงต้ม การค้าและการสำรอง และการกำกับคุณภาพ ภายใต้ 2 พ.ร.บ.ได้แก่ พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 ดูเรื่องความปลอดภัย และ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ทำเรื่องการค้า และการสำรอง แต่ละปีกรมฯ ออกใบอนุญาตกว่า 80,000 ใบ โดย 70,000 ใบออกจากจังหวัดโดยมีกลไกของพลังงานจังหวัดมารองรับ อีก 10,000 ใบออกจากส่วนกลาง ดีหน่อยปัจจุบันมีระบบขอหรือต่อใบอนุญาตออนไลน์มาช่วย 80-90% แล้ว

การดูแลความปลอดภัยของก๊าซหุงต้มที่กระทบกับชีวิตประชาชนโดยตรง ก็เป็นภารกิจของกรมธุรกิจพลังงานด้วย เช่น ใบอนุญาตให้ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล โรงแรม วางและต่อท่อส่งก๊าซหุงต้ม เพื่อใช้ประกอบอาหารในศูนย์อาหาร งานแบบนี้ก็ต้องมาขออนุญาตกรมฯ เป็นต้น รวมถึงงานดูแลความปลอดภัยของก๊าซหุงต้มในเรื่องอื่น ๆ ที่เราจะนำมาบอกเล่ากันต่อไป

…………………………………

คอลัมน์ : เข็มทิศพลังงาน

โดย…“ศรัญญา ทองทับ”

สนับสนุนโดย…บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) 

- Advertisement -spot_imgspot_img
RELATED ARTICLES

HIGHLIGHT

- Advertisment -spot_img
spot_img

Most Popular

- Advertisement -spot_img
spot_img
- Advertisement -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img