ทุกครั้งในการหาเสียงเลือกตั้ง นโยบายไม่เคยเปลี่ยนเลยตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา นั่นคือ การแข่งกันด้วยนโยบาย”ประชานิยม”หรือพูดแบบชาวบ้านคือแข่งขันกันใช้เงิน แต่ไม่เคยบอกเลยว่า จะหาเงินมาจากไหน วิธีใด แม้วันนี้เศรษฐกิจไทยในมุมมองของเวิลด์แบงก์และไอเอ็มเอฟ.คาดการว่าโตแค่ร้อยละ 1.6 รั้งท้ายเพื่อนบ้านในอาเซียน แม้หนี้ครัวเรือนจะทะลุเพดานร้อยละ 90กว่าๆ หนี้สาธารณะร้อยละ 60กว่าๆจากพดานร้อยละ70 ฐานะทางการคลังเข้าขั้นวิกฤติแล้วก็ตาม
แต่สำหรับ การหาเสียงครั้งนี้ยังคงได้เห็น นโยบาย ลด แลก แจก แถม ลดค่าใช้จ่าย ลดค่าไฟฟ้า อุดหนุนราคาสินค้า บางพรรคประกันราคาสินค้าเกษตรกำไรขั้นต่ำ 30% เพิ่มสวัสดิการ ขนาดหวยก็เสนอกันทุกพรรค มีทั้ง หวยเกษียณ หวยใบเสร็จ หวยจังหวัดที่หนักกว่าคือ หวยคนละ1ล้านบาทมีทุกวันวันละ 9 คน รวมๆแล้วนโยบายเหล่านี้ต้องใช้เม็ดเงินไม่รู้ว่ากี่แสนล้านบาท ขณะที่ฐานะการคลังตอนนี้อยู่ในภาวะตึงตัว ภาษีเก็บได้ต่ำกว่าเป้ามาหลายปีแล้ว ถามว่าจะเอาเงินมาจากไหน
แต่นักการเมืองกลับมองไม่เห็นปัญหาก็ยังแอบเอาขนมหวานมาให้ชาวบ้านได้ชิมทุกๆครั้งที่มีการเลือกตั้ง จนเศรษฐกิจไทยเป็นโรคเบาหวานพุ่งกระฉูดเพราะขนมหวานประชานิยมที่พรรคการเมืองอัดเข้ามาแบบไม่บันยะบันยัง ยังไม่รวมเวลาบริหารประเทศยังเอานโยบายที่ไม่ได้หาเสียงมาใช้อีกต่างหาก แต่การสร้างคะแนนนิยมแบบเทกระจาดขนมหวานประชานิยมนั้น กลายเป็นภาระของประเทศในอนาคต
ที่สำคัญ การใช้นโยบายลด แลก แจก แถมนั้นเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศอาจตีความว่า บ้านเรามีปัญหาเศรษฐกิจพรรคการเมืองที่หาเสียงต้องใช้นโยบายประชานิยมต้องอัดเม็ดเงินกระตุ้นตลอดเวลา คงไม่มีนักลงคนไหนที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศที่เศรษฐกิจมีปัญหา สู้หันหัวเรือไปประเทศที่เศรษฐกิจกำลังโต รัฐบาลมีเสถียรภาพ สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย แทน
วันก่อน”คุณวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์” อดีตผู้อำนวยการสำนักงงบประมาณ ได้แสดงความเป็นห่วงผ่านเฟสบุ๊คไว้อย่างน่าสนใจ ว่า การดำเนินนโยบายทางการเมืองมากกว่าตระหนักในความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจชาติ…ประกอบกับรายได้ของรัฐโดยเฉพาะรายได้จากภาษีอยู่ในระดับที่ต่ำลงโดยเฉพาะช่วงรายได้หลัก ( อย่างภาษีเงินได้ของบริษัทและสรรพสามิต)ซึ่งต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้…ส่งผลให้ฐานะการคลังอ่อนแอขึ้น เพราะต้องพึ่งพาการกู้ยืมมากขึ้น …ทำให้เกิดผลกระทบทางลบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจตามมาหลายประการ
1 ) สัดส่วนการ ”ขาดดุลงบประมาณ” ต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือ จีดีพี.ของประเทศมีการขยายตัวอย่างยาวนานและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
2) ภาระหนี้สาธารณะของประเทศ มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง…และอยู่ในระดับสูงใกล้กับเพดานที่กฏหมายกำหนดแล้ว
3) พื้นที่ทางการคลังของประเทศแคบลงเรื่อยๆ…ทำให้สัดส่วนงบประมาณเพื่อการลงทุน สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจถูกจำกัด
นายวุฒิพันธ์ ยังได้อธิบายต่ออีกว่า ข้อค้นพบที่ชัดเจนที่สุด สามารถสังเกตุเห็นได้จาก งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่กำลังถูกผลักดันให้มีผลบังคับใช้ ระหว่างวันที่ 1ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน พ.ศ.2570 ซึ่งกำหนดกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายเอาไว้ 3.788ล้านบาท และกำหนดวงเงินขาดดุลงบประมาณเอาไว้ 7.88 แสนล้านบาทเท่ากับขนาดเงินลงทุนพอดิบพอดี …ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า งบประมาณเพื่อการลงทุนสำหรับปีงบประมาณ 2570เท่ากับเป็นการ” กู้มาลงทุน”
ความถดถอยของงบประมาณการลงทุน เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ซึ่งมีงบประมาณการลงทุนจำนวน 9.3แสนล้านบาท ลดลงเหลือ 8.6 แสนล้านบาท ในปีงบประมาณปี พ.ศ.2569 ..และลดลงต่อเนื่องเหลือ 7.88 แสนล้านบาท ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

นี่คือ บางช่วงบางตอนของอดีตผู้อำนวยการสำนักงบฯได้ร่ายยาวระบายความรู้สึกด้วยความเป็นห่วง น่าสนใจทีเดียวถือว่าเป็นกระบี่มือ1ในเรื่องงบประมาณแผ่นดิน ฟังแล้วน่าเป็นห่วงจริงๆดีไม่ดีอาจจะเสี่ยงล้มละลาย อย่างน้อยอาจจะถูกสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง มูดส์ดี้ ฟิตเรตติ้ง แสตนดาร์แอนด์พัว ลดเกรดลงได้ หากนักการเมืองยังสนุกมือกับการหว่านเงินซื้อคะแนนนิยมแบบไม่บันยะบันยัง
ขณะเดียวกันนักการเมืองไม่ได้บอกว่าจะ”หาเงินมาจากไหน” ยังไม่เห็นมีพรรคไหนมีนโยบายหาเม็ดเงินใหม่ๆเข้าประเทศ แม้แต่เรื่องท่องเที่ยวและการส่งออกที่ยังเป็นสองเครื่องยนต์หลักปั๊มเศรษฐกิจ นักการเมืองก็ยังใช้มุกเดิมๆ นโยบายท่องเที่ยว เน้นกระจายไปเมืองรอง แต่ไม่ได้คิดเรื่องการสร้างแลนด์มาร์คใหม่ๆเหมือนหลายประเทศ เช่นเวียดนามที่มีจุดท่องเที่ยวใหม่ๆ เรื่องการส่งออกก็บอกว่าจะหาตลาดใหม่ๆ แต่ไม่เคยพูดถึงจะมีนวัตกรรมใหม่ๆ ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆอะไรบ้างออกไปสู่ตลาดโลก
ที่ผ่านมาทุกรัฐบาลจะคิดแต่เพียงว่า เงินภาษีคือรายได้ การคิดเช่นนั้นนับว่าอันตรายอย่างมากเพราะคิดแต่จะเพิ่มรายได้จากภาษี รีดขนถ่านจากภาคธุรกิจในขณะที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำยิ่งเท่ากับซ้ำเติมทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลง เพราะการเก็บภาษีมาเป็นรายได้รัฐก็เป็นแค่การโอนเงินจากกระเป๋าประชาชน จากภาคธุรกิจเอกชนมาสู่กระเป๋าเงินของรัฐ ซึ่งในเชิงเศรษฐกิจแล้วประสิทธิภาพการใช้เงินของรัฐนั้นต่ำกว่าเอกชนมาก ทั้งล่าช้ากว่าจะถึงปลายทางใช้เวลานานและมีการทุจริตคอรัปชั่นระหว่างทางอีกด้วย การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเวลานี้คือ รัฐบาลใหม่ต้องเร่งหาเงินใหม่ๆเข้ามาเติม เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตไม่ใช่แค่ย้ายกระเป๋าซ้ายมากระเป๋าขวา รีดขนห่านจนหน้าเขียว
หากเรากางบัญชีประเทศเวลานี้ก็ไม่ต่างจากครอบครัวที่กำลังวิกฤตรายได้ คนในบ้านไม่มีใครหาเงินเป็น มีแต่คนใช้เงิน ครอบครัวอย่างนี้มีแต่จะล้มละลาย
…………………………………..
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC





















