วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 18, 2024
หน้าแรกHighlightGULFผลงานโดดเด่นเล็งซื้อกิจการเพิ่ม ‘กูรู’มั่นใจโตก้าวกระโดดแนะลงทุนยาว
- Advertisment -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

GULFผลงานโดดเด่นเล็งซื้อกิจการเพิ่ม ‘กูรู’มั่นใจโตก้าวกระโดดแนะลงทุนยาว

ไม่ต้องสงสัยว่า บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ซื้อหุ้น บริษัท อินทัช โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH ได้อย่างไร

แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ GULF มีโอกาสที่จะทำรายได้เติบโตทำสถิติใหม่สูงสุด (นิวไฮ) ต่อเนื่อง 4 ปี ย้อนกลับไปดูรายได้รวมตั้งแต่ปี 2560 มีรายได้รวม 4,547 ล้านบาท ปี 2561 มีรายได้รวม 17,479 ล้านบาท ปี 2562 มีรายได้รวม 30,343 ล้านบาท และในปี 2563 มีรายได้รวม 33,370 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมรายได้ของปี 2564 นั้น น.ส.ยุพาพิน วังวิวัฒน์ กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF คาดว่าจะเติบโตขึ้นประมาณ 50% หรืออยู่ในระดับ 55,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2563

ทั้งนี้จากแนวโน้มผลประกอบการที่จะเติบโตทำรายได้นิวไฮอีกในปี 2564 นั้นสาเหตุหลักๆ จะได้รับปัจจัยหนุนของโครงการโรงไฟฟ้า IPP ที่จะทยอยจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ในปีนี้ ประกอบด้วยโครงการ GSRC หน่วยที่ 1 และ 2 ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 1,325 เมกะวัตต์ ที่ COD ในเดือนมีนาคมและตุลาคม 2564 ตามลำดับ

อีกทั้งโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเลที่ประเทศเวียดนาม (Mekong Wind) ระยะที่ 1-3 มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 128 เมกะวัตต์ จะเริ่ม COD ในเดือน พฤษภาคม และตุลาคม 2564 และโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ประเทศโอมาน จำนวน 326 เมกะวัตต์ (DIPWP) ระยะที่ 1 ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 40 เมกะวัตต์ COD ในไตรมาส 2/2564 โดยการขยายลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้านั้นสิ้นปี 2564 GULF คาดว่าจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งเพิ่มขึ้นเป็น 7,903 เมกะวัตต์

“ลุยขยายลงทุนต่อเนื่อง ลุ้นปิดดีลครึ่งหลัง 1-2 โครงการ”

ขณะเดียวกันในแง่ของการขยายการลงทุนก็วางแผนดีลซื้อกิจการอย่างต่อเนื่องทั้งธุรกิจผลิตไฟฟ้าที่เป็นธุรกิจหลัก และการขยายการลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน โดยแหล่งข่าวจากวงการพลังงานเปิดเผยว่า GULF มีโอกาสปิดดีลในปีนี้เพิ่มอีกอย่างน้อย 1-2 ดีล เป็นธุรกิจผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดีลลงทุนในโครงการ LNG-to-Power ที่ประเทศเวียดนาม ขนาดกำลังการผลิตราว 1,400 เมกะวัตต์ คาดว่าจะมีความชัดเจนในครึ่งปีหลัง 2564 ส่วนโครงการ

ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ 3 เขื่อนที่ สปป.ลาว กำลังการผลิตไฟฟ้าร่วม 2,366 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโครงการ Pak Beng กำลังการผลิตไฟฟ้า 912 เมกะวัตต์ โครงการ Pak Lay กำลังการผลิตไฟฟ้า 770 เมกะวัตต์ และโครงการ Sanakham กำลังการผลิตไฟฟ้า 684 เมกะวัตต์ โดยทั้ง 3 โครงการบริษัทจะถือหุ้นในสัดส่วน 30-35% ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาค่าไฟกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงครึ่งปีหลัง 2564 นอกจากการลงทุนในเอเชีย GULF ยังอยู่ระหว่างศึกษาขยายลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน (Renewable Energy) ในยุโรป อเมริกา อีกด้วย

พร้อมกันนี้ยังได้ขยายลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานอีกหลายโครงการ ล่าสุดเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในบริษัท ปตท.จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด (PTT NGD) เป็น 42% ขณะที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ถือหุ้น 58% เป็นการรองรับการลงทุนในธุรกิจก๊าซฯ และยังได้ส่วนแบ่งค่าผ่านท่ออีกด้วย ก่อนหน้านี้ GULF ก็ได้เข้าร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3

ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง และโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 คาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาได้ประมาณช่วงปลายเดือน มิถุนายนนี้ รวมถึงโครงการมอเตอร์เวย์ สายบางปะอิน-นครราชสีมา และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี ที่ร่วมลงทุนภายใต้กลุ่มกิจการร่วมค้า BGSR เป็นผู้ได้รับสัมปทานงาน O&M ทางอธิบดีกรมทางหลวงก็คาดว่าจะสามารถลงนามได้ภายในเดือนมิ.ย. 2564

ส่วนแผนการลงทุนในหุ้นสามัญทั้งหมดของ บริษัท อินทัช โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH โดยการทำ Tender Offer นายสมิทธ์  พนมยงค์  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารสินทรัพย์ธุรกิจในเครือและการลงทุน  GULF ระบุว่า เป็นไปตามนโยบายของบริษัทฯ ที่ต้องการขยายธุรกิจไปยังดิจิตอล โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนที่ยั่งยืน โดยเตรียมใช้เงินราว 1.69 แสนล้านบาท ซึ่งการขยายลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานนั้นจะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยให้ GULF เติบโตได้อย่างยั่งยืน

“กูรูให้ราคาเป้าหมาย 43 บาท แนะนำซื้อมั่นใจโตก้าวโดด”

นายสิทธิเดช ประเสริฐรุ่งเรือง นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า GULF จะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน INTUCH นั้นเป็นการเข้าซื้อเพื่อเพิ่มมูลค่า และมีความเสี่ยงน้อยมากที่ GULF จะทำการเพิ่มทุน เนื่องจากบริษัทฯ ตั้งใจที่จะซื้อหุ้น INTUCH ในราคา Premium

โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 1.5 เท่า ซึ่งยังเปิดโอกาสให้ GULF สามารถซื้อหุ้น INTUCH ได้ถึงสัดส่วนที่ 70% ด้วยการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ และจากการประมาณการณ์หาก GULF สามารถซื้อหุ้น INTUCH ได้ถึงสัดส่วนขั้นต่ำที่ 50% จะส่งผลให้มี Upside เพิ่มขึ้น 4.0 บาทต่อหุ้น

ส่วนผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดดต่อเนื่องในระยะยาว ขณะที่ในช่วงไตรมาส 1/2564 คาดกำไรปกติจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเทียบกับช่วงไตรมาส 4/2563 จากการรับรู้รายได้เต็มไตรมาสของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเล BKR2 ที่ประเทศเยอรมนี ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 464 เมกะวัตต์ ประกอบกับได้รับปัจจัยหนุนจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลง และได้ประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ 43 บาท คงคำแนะนำซื้อ

- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_imgspot_img

Featured

- Advertisment -spot_img
Advertismentspot_imgspot_img
spot_imgspot_img