โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน “แลนด์บริดจ์” อภิมหาโปรเจกต์มูลค่า 1 ล้านล้านบาท ที่ริเริ่มในยุครัฐบาล “ลุงตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งเป้าจะเป็น “ฮับท่าเรือน้ำลึกภาคใต้” เพื่อแย่งเค้กขนส่งทางทะเลจากสิงคโปร์ นี่คือความฝันเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วหลังจากที่โครงการคอคอดกระ ต้องพับแผนและโครงการคลองไทยที่มีกลุ่มทุนจีนหนุนหลัง ไม่ประสบความสำเร็จ
แลนด์บริดจ์ หรือ สะพานเศรษฐกิจ เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการขุดคลอง โดย โครงการเชื่อมต่อระหว่างทะเลอันดามันและอ่าวไทย ประกอบด้วย ทางหลวงพิเศษ 6 ช่องจราจร รถไฟรางคู่ และท่อขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ที่จะใช้อำนวยความสะดวกและเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างท่าเรือน้ำลึกใน 2 จังหวัด คือ ท่าเรือระนองแห่งใหม่ในฝั่งอันดามัน และท่าเรือชุมพรในฝั่งอ่าวไทยระยะทางยาวกว่า 90 กิโลเมตร โครงการดังกล่าวจะแบ่งเป็น 4 ระยะ รัฐบาลคาดว่าจะสามารถรองรับตู้สินค้าได้ฝั่งละ 20 ล้าน TEUs หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณการขนส่งทางทะเลที่ผ่านทางสิงคโปร์ในปัจจุบัน ขณะที่กำลังศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการก็ต้องสะดุดเพราะมีการยุบสภา
ในยุครัฐบาลนายกฯ “เศรษฐา ทวีสิน” หยิบโครงการนี้ขึ้นมาศึกษาอีกครั้ง พร้อมเดินสายเชิญชวนให้นักลงทุนต่างชาติจากทั้ง จีน ญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐฯ ให้มาร่วมลงทุน แต่ไม่ทันทำอะไรก็ถูกปลดและเปลี่ยนรัฐบาล ล่าสุด “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมาให้ไปศึกษาและเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์พร้อมมอบหมายให้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ไปศึกษาความเป็นไปได้

มีกระแสข่าวว่า จะเสนอเข้าที่ประชุม ครม.ราว ๆ เดือนกรกฎาคมนี้ ส่วนรูปแบบการลงทุนแต่เดิมจะเป็น การร่วมทุนระหว่างรัฐบาลกับเอกชน (Public Private Partnership หรือ PPP) โดยที่ทางรัฐบาลไทยจะให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนก่อสร้าง และบริหารจัดการทั้งหมดเป็นระยะเวลา 50 ปี แต่จากการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ โดยสภาพัฒน์ ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า โครงการแลนด์บริดจ์ไม่มีความเป็นไปได้ในด้านเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากมีอัตรา ผลตอบแทนเชิงเศรษฐศาสตร์ เพียง 1.24% เท่านั้น แต่สิ่งที่ต้องพึงระวังคือ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม จะตามมา
จนถึงวันนี้ ยังไม่มีบริษัทขนส่งทางเรือแสดงความสนใจจะมาใช้บริการในโครงการแลนด์บริดจ์แม้แต่รายเดียว โดยมองว่า ไม่คุ้มค่า เพราะแลนด์บริดจ์ช่วยย่นระยะเวลาแค่ 2-3 วันเท่านั้น เมื่อเทียบกับขนสินค้าผ่านช่องแคบมะละกา แต่ ต้องมีต้นทุนในการขนส่งเพิ่มขึ้น เพราะต้องยกตู้สินค้าจากเรือขนส่งขึ้นรถไฟ แล้วยกลงจากรถไฟลงเรืออีกรอบเกิดความซ้ำซ้อน
ถ้าหากจำนวนตู้สินค้ามีจำนวนมาก ๆ การขนส่งต้องล่าช้าออกไปอีก ทำให้ต้องรอคิวนาน เผลอ ๆ อาจเสียเวลามากกว่าขนสินค้าผ่านช่องแคบมะละกาเสียอีก แต่ที่แน่ ๆ ต้นทุนในการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงในการใช้เส้นทาง ทำอย่างไรผู้ลงทุนจะมั่นใจว่า เส้นทางการขนส่งจะปลอดภัยไม่มีปัญหาระหว่างทาง บริษัทเดินเรือกังวลเรื่องนี้มาก

ที่ผ่านมาบริษัทที่แสดงความสนใจเข้ามาลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง บริษัทรับบริหารท่าเรือ แม้จะเคยมีข่าวว่าจะมี กลุ่ม DP World จากดูไบเข้ามาลงทุน แต่ก็เป็นบริษัทรับบริหารท่าเรือ ไม่ใช่บริษัทขนส่งสินค้าทางทะเลเรียกว่า โครงการระดับอภิมหาโปรเจกต์ลงทุน 1 ล้านล้านบาทแต่ยังหาลูกค้าไม่ได้ น่ากังวลอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าต่อไปต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่า โครงการลงทุนมหาศาลขนาดนี้จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศและคนในพื้นที่ภาคใต้อย่างไร เพราะเงินที่รัฐบาลกู้มาลงทุนจะเป็นภาระลูกหลานในอนาคต แม้รัฐบาลอ้างว่ารัฐไม่ต้องลงทุนจะให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน แต่ในความเป็นจริงรัฐบาลจะต้องจ่ายค่าเวนคืนในพื้นที่หลายหมื่นไร่ คิดเป็นเงินอาจจะหลายหมื่นล้านบาท ลงทุนด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานและยังต้องลงทุนสร้างรถไฟรางคู่ขนาด 1.0 เมตรอีกด้วย
ดังนั้น โครงการขนาดใหญ่อย่างนี้ ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบและชอบธรรม แม้จะอ้างว่าเปิดให้เข้ามาเอกชนลงทุน แต่รัฐเองก็ต้องลงทุนไม่น้อย คำถามคือ แหล่งทุนมาจากไหน ถ้าโครงการไม่คุ้มทุนเนื่องจากไม่มีเรือขนส่งสินค้าทางทะเลมาใช้บริการ ไม่มีมาเงินชำระหนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นไทยอาจจะต้องมอบสิทธิ์บางอย่างให้กับนักลงทุน โดยอาจจะให้สัญญาเช่า 99 ปี นี่คือ สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วกับศรีลังกาและอีกหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก
ในกรณีศรีลังกา ราวปี 2010 กู้เงินจีน 1.4 พันล้านดอลลาร์ สร้าง ท่าเรือน้ำลึก Hambantota ที่ตั้งอยู่ในยุทธศาสตร์เส้นทางการค้าระหว่างเอเชียและยุโรป ปรากฏว่าท่าเรือน้ำลึกแห่งนี้แทบไม่มีเรือมาใช้บริการ หนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดในปี 2017 ศรีลังกาประกาศว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้ รัฐบาลต้องมอบท่าเรือน้ำลึกแห่งนี้ให้จีนดูแลด้วยสัญญาเช่า 99 ปี ในราคา 1.12 พันล้านดอลลาร์ กลายเป็นว่า จีนได้ควบคุมท่าเรือในตำแหน่งยุทธศาสตร์ ทั้งที่ตอนแรกจีนสัญญาว่าท่าเรือนี้จะกลายเป็นศูนย์กลางขนส่งสินค้าที่สำคัญ จะสร้างรายได้มหาศาลให้กับศรีลังกา เหมือนอย่างที่ทุกวันนี้ รัฐบาลไทยกำลังขายฝันให้กับประชาชนในโครงการแลนด์บริดจ์
ล่าสุดก็แว่วว่ากลุ่มทุนจีนสนใจเข้ามาลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์ นึกแล้วยังวิตกกังวลว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยศรีลังกาหรือไม่
……………
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย….. “ทวี มีเงิน”
สนับสนุน : บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC




















