วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 18, 2024
หน้าแรกCOLUMNISTSลอกคราบ“เกมกีดกันการค้า”สหรัฐฯ-อียู
- Advertisment -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ลอกคราบ“เกมกีดกันการค้า”สหรัฐฯ-อียู

ในห้วงเวลา 10 กว่าปีมานนี้ ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกา และ สหภาพยุโรป (EU) ได้มีการนำเรื่อง ‘สิ่งแวดล้อม’ มาเป็น เงื่อนไข หรือ ข้อกีดกัน มาเป็น “อาวุธมาทำลายล้างทางการค้าระหว่างประเทศ” มากขึ้นเรื่อยๆ

หากแต่ละประเทศไม่รีบตั้งหลักปรับตัว ก็จะพบแต่ความเสียหายอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

ด้านหนึ่งใช้เป็นข้ออ้างว่า เป็นกติกาที่ออกแบบมาเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ เช่นกรณี ‘Climate Change’ และพาโลกไปสู่ ‘Net Zero’ โลกที่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ ฟังแล้วก็ดูดี แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่ง กติกาสิ่งแวดล้อมนี้ถูกนำไปใช้นั้น ไม่ต่างจากเป็น “เครื่องมือกีดกันทางการค้า” แบบเนียนๆ จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ซึ่งแต่ละประเทศจึงต้องเตรียมตัวให้ดี

ล่าสุด สหภาพยุโรปก็งัดมาตรการอาวุธใหม่ของเศรษฐกิจโลกที่เรียกว่า CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) คือ มาตรการปรับภาษีคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของยุโรป พูดง่ายๆ ‘เรียกเก็บภาษีเพิ่ม’ กับผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมสินค้าที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป อาวุธใหม่ของเศรษฐกิจโลกจะเห็นผลในปีนี้

มาตรการปรับภาษีคาร์บอน / https://miceoss.tceb.or.th/

โดยช่วง 3 ปีแรก 2566-2568 จะเป็นการบังคับให้แต่ละประเทศ เมื่อส่งออกสินค้าที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมของโลกไปยุโรป จะต้องมีการรายงานข้อมูลผลกระทบต่างๆ ต่อสิ่งแวดล้อม จากนั้นก็จะเริ่มมีการเก็บภาษีอย่างเต็มรูปแบบในปี 2569 โดยมีอุตสาหกรรมและธุรกิจที่ต้องเตรียมตัวหลักๆ เลย 6 อุตสาหกรรม คือ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย กระแสไฟฟ้า และ ไฮโดรเจน

เชื่อว่า 6 อุตสาหกรรมดังกล่าวข้างต้น เป็นแค่น้ำจิ้ม ต่อไปมาตรการ CBAM จะครอบคลุมสินค้ามากขึ้นและนับรวมการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทางอ้อมด้วย ซึ่งจะกระทบอีกหลายธุรกิจยาวเป็นหางว่าวเลยทีเดียว

น่าห่วงว่า ไทยรับมืออย่างไร เนื่องจากกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมของไทยที่เข้าข่ายมาตรการ CBAM ล้วนมีความสำคัญในการสร้างรายได้เข้าประเทศ กล่าวคือ เหล็กและเหล็กกล้า มูลค่าส่งออกที่ 1.6 หมื่นล้านบาท ส่วนผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม ส่งออก 3.6 พันล้านบาท โดยมีมูลค่าส่งออกรวมไปสหภาพยุโรปไม่ต่ำกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 2.1% ของการส่งออกของไทยไปยุโรปดังนั้นถ้าไม่ปรับตัวก็จะถูกมาตรการ CBAM เล่นงานแน่ๆ

ไม่ใช่แค่ยุโรป ฝั่งสหรัฐอเมริกา ก็ออกร่างกฎหมายที่เรียกว่า Clean Competition Act (CCA) เก็บภาษีคาร์บอนสำหรับสินค้าที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สูงในกระบวนการผลิต อาทิ เชื้อเพลิง ฟอสซิล ผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม ปิโตรเคมี ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า และถ่านหิน เช่นกันสำหรับมูลค่าการส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรปและสหรัฐ รวมกันแล้วมีสัดส่วนค่อนข้างมาก ดังนั้น ภาครัฐและผู้ประกอบการไทย ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับกับมาตรการที่กำลังประกาศใช้อย่างเร่งด่วน

Smoke from factory pipes / https://www.kasikornresearch.com/

ที่สำคัญเชื่อว่าในอนาคต กติกาใหม่ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมการค้าโลกให้อยู่บนเส้นทางสายสิ่งแวดล้อมจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันนี้ สหภาพยุโรปกับสหรัฐอเมริกา เพิ่งมีประกาศออกมา 2 ฉบับที่ส่งผลกระทบเกษตรกร โดยเฉพาะชาวสวนยางบ้านเราแบบเต็มๆ

ฉบับแรก ว่าด้วยเรื่อง “มาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างเข้มงวด” ขององค์กรภาคเอกชน และ ฉบับที่สอง กฎหมายว่าด้วย “สินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า” ของสหภาพยุโรป

สำหรับมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างเข้มงวด ขององค์กรภาคเอกชน ซึ่งได้บังคับใช้เป็นการทั่วไปแล้ว โดยกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป และสหรัฐ ได้ตั้งเงื่อนไขการรับซื้อขายยางพารา ไม้ยางพารา จะต้องเป็นยางพาราที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาได้อย่างครบถ้วน ต้องไม่เป็นการปลูกยางพาราที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ไปทำสวนบุกรุกป่าสงวน ป่าวนอุทยาน และป่าชุมชน ปัจจุบันมีอยู่สวนยางในบ้านเราอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวประมาณ 5-6 ล้านไร่ เลยทีเดียว

ส่วนฉบับที่ 2 เป็นการออกกฎหมายที่ว่าด้วย “สินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า” ปัจจุบันคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว และกำลังเข้าสู่กระบวนการประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายภายในปี 2567 สำหรับกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรปนั้น มีวัตถุประสงค์ห้ามการนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายป่าไม้เข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป

ทั้งนี้เพื่อควบคุมสินค้า 7 กลุ่มที่มีส่วนในการทำลายป่าได้แก่ ยางพารา, ปาล์มน้ำมัน, เนื้อวัว, ไม้, กาแฟ, โกโก้ และ ถั่วเหลือง รวมไปถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสินค้าเหล่านี้ โดยสินค้าที่จะได้รับอนุญาตให้จำหน่ายหรือส่งออกได้จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบในเชิงธุรกิจชนิดแบบเอ็กซ์เรย์ เสียก่อน จึงจะนำเข้าไปจำหน่ายในสหภาพยุโรปได้

DCIM/100MEDIA/DJI_3398.JPG

สาระกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดเงื่อนไขที่ผู้นำเข้าและส่งออกจะต้องปฏิบัติไว้ 3 ประการคือ 1) ต้องปลอดจากการทำลายป่า 2) สินค้านั้นต้องผลิตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเทศผู้ผลิต และ 3) ผู้ประกอบการจะต้องทำการตรวจสอบธุรกิจ ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ก่อนการวางจำหน่ายหากไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน มีการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม จะมีบทลงโทษตามกฎหมาย

ทั้งสองมาตรการดังกล่าวข้างต้น ส่งผลกระทบกับการส่งออกยางพาราของไทย ในฐานะผู้ผลิตและส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางไปยังต่างประเทศเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยยางพาราเฉลี่ยส่งออกปีละประมาณ 4 ล้านตัน และไม้ยางพาราหลายล้านลูกบาศก์เมตร เฉพาะไม้ยางพาราที่แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มีมูลค่าประมาณ100,000-120,000 ล้านบาทจะได้รับผลกระทบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

แต่ก่อนบรรดาประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ “สหรัฐและสหภาพยุโรป” จะใช้มาตรฐาน ISO เป็นมาตรการกีดกันทางการค้า แต่ระยะหลังได้พัฒนารูปแบบให้ดูเนียนขึ้นเรื่อยๆ เช่นกรณีการใช้มาตรการสิ่งแวดล้อม กรณีโลกร้อนที่มีทั้งด้านบวกด้านลบ

…………………………………………

คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง

โดย “ทวี มีเงิน”

สนับสนุนคอลัมน์ โดย :   บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_imgspot_img

Featured

- Advertisment -spot_img
Advertismentspot_imgspot_img
spot_imgspot_img