วันเสาร์, เมษายน 27, 2024
หน้าแรกNEWS“ส.อ.ท.”วอนรัฐตรึงดีเซลอุ้มคนจน-SMEs
- Advertisment -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

“ส.อ.ท.”วอนรัฐตรึงดีเซลอุ้มคนจน-SMEs

“เอกชน” วอนรัฐตรึงดีเซลต่ออีก 3-6 เดือน ช่วย“ผู้มีรายได้น้อย-เอสเอ็มอี” หวั่นเศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยน้ำมันแพง-เงินเฟ้อพุ่ง

นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI Poll ครั้งที่ 17 ในเดือนพ.ค. เรื่อง “เงินเฟ้อกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร” ว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท. มองราคาน้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของวิกฤตความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และปัญหา Supply chain disruption เป็นปัจจัยหลักที่เร่งให้ภาวะเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จนส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นทั้งจากราคาวัตถุดิบและพลังงาน รวมทั้งยังกดดันกำลังซื้อภาคครัวเรือนให้ลดลงอีกด้วย

ทั้งนี้ผู้บริหาร ส.อ.ท. คาดว่าตลอดทั้งปี 2565 อัตราเงินเฟ้อของไทยจะอยู่ที่ระดับ 4-5% ดังนั้น จึงเสนอขอให้ภาครัฐเร่งพิจารณาออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการ SMEs รวมทั้ง ปรับลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบที่จำเป็นต่อภาคการผลิต เช่น วัตถุอาหารสัตว์ ปุ๋ย เป็นต้น และตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ 32 บาทต่อลิตร ต่อเนื่องไปอีก 336 เดือน เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ประกอบการและประชาชน

นอกจากนี้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย – ยูเครน ทวีความรุนแรงมากขึ้น และเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียจากยุโรปและสหรัฐ อาจส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อให้ปรับตัวสูงขึ้นอีก จนทำให้เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย หรือ Recession ได้

จากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 200 ท่าน ครอบคลุมผู้บริหารจาก 45 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด มีสรุปผลการสำรวจ FTI Poll ครั้งที่ 17 จำนวน 6 คำถาม ดังนี้

1.  ปัจจัยใดเร่งให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก 

     อันดับที่ 1 : ราคาน้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น 86.50%

     อันดับที่ 2 : ภาวะสงครามจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน  77.00%

     อันดับที่ 3 : ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น จากปัญหา Supply chain disruption 69.50%

     อันดับที่ 4 : ความต้องการสินค้าและบริการที่มีมากเกินไปหลังการเปิดประเทศ 13.50% 

2.  ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ ผลกระทบในเรื่องใดส่งผลต่อเศรษฐกิจและประชาชนในวงกว้าง 

     อันดับที่ 1 : การแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น จนส่งผลต่อภาวะราคาสินค้าแพง     88.50%

     อันดับที่ 2 : ภาระหนี้สินภาคครัวเรือน และการขาดสภาพคล่องของผู้ประกอบการ       64.00%

     อันดับที่ 3 : กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่ลดลง    57.00%

     อันดับที่ 4 : ผู้ประกอบการมีความระมัดระวังในการลงทุน และจำกัดการจ้างงาน 30.50%

3.  คาดการณ์เงินเฟ้อตลอดทั้งปี 2565 จะอยู่ในระดับใด

     อันดับที่ 1 : อัตราเงินเฟ้อ 4 – 5 % 50.00%

     อันดับที่ 2 : อัตราเงินเฟ้อ 6 – 8 % 43.00%

     อันดับที่ 3 : อัตราเงินเฟ้อ 1 – 3 %  7.00%

4.  ภาคอุตสาหกรรมจะปรับตัวอย่างไร ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ปรับต้วสูงขึ้นต่อเนื่อง 

     อันดับที่ 1 : ปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุน และบำรุงรักษาเครื่องจักร 74.50% ให้มีประสิทธิภาพ

     อันดับที่ 2 : นำเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมาช่วยในการดำเนินธุรกิจ 62.00%

     อันดับที่ 3 : เน้นการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อทดแทนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ 54.00%

     อันดับที่ 4 : หาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ เพื่อเป็นทางเลือก 50.50%

5.  ภาครัฐควรมีมาตรการอย่างไร ในการเร่งดำเนินการแก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง 

     อันดับที่ 1 : มาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย 59.50% และผู้ประกอบการ SMEs

     อันดับที่ 2 : ลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบที่จำเป็นต่อภาคการผลิต  58.50%

     อันดับที่ 3 : ตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ 32 บาทต่อลิตร ต่อเนื่องไปอีก 3 – 6 เดือน     58.00%

     อันดับที่ 4 : ควบคุมและดูแลราคาสินค้าไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับราคาเกินจริง 53.00% สำหรับธุรกิจ Start up ให้มาลงทุนในไทยมาก       ขึ้น 

6.  ปี 2565 จะมีโอกาสที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) หรือไม่ 

     อันดับที่ 1 : เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงเกิดภาวะถดถอย  76.00%

     อันดับที่ 2 : เศรษฐกิจโลกยังมีเสถียรภาพและสามารถขยายตัวได้  24.00%

- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_imgspot_img

Featured

- Advertisment -spot_img
Advertismentspot_imgspot_img
spot_imgspot_img