วันอังคาร, ตุลาคม 4, 2022
หน้าแรกHighlight‘’พีระพันธุ์’’ชี้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ชะตาอนาคตประเทศตัวจริง
- Advertisment -spot_imgspot_img

‘’พีระพันธุ์’’ชี้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ชะตาอนาคตประเทศตัวจริง

‘’พีระพันธุ์’’ชี้ชัดวาระ 8 ปีนายกฯ-สูตรหาร 100 หรือ 500เป็นเกมการเมือง ซัดนักการเมืองมัวเล่นเกมการเมือง ไม่สนใจปัญหาปากท้อง ความเดือดร้อนของประชาชน

เมื่อวันที่ 14 ส.ค.65 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค – Pirapan Salirathavibhaga หัวข้อว่า  ศาลรัฐธรรมนูญ : ผู้ชี้ชะตาอนาคตประเทศ  โดยระบุว่า ต้องขอโทษทุกๆ ท่านที่ติดตามและทวงถามอยากฟังเรื่องการทำงานของผม ที่ผ่านมา มีทั้งงานและภารกิจที่ได้รับมอบหมายมากจริงๆ แถมมีภารกิจเพื่อชาติที่สำคัญคือ การทำพรรคการเมืองใหม่ให้พี่น้องประชาชน คือ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ทำให้ไม่มีเวลาเล่าเรื่องการทำงานที่เป็นประโยชน์ให้ฟัง เพราะผมเขียนเองทุกเรื่อง ไม่เคยใช้แอดมินหรือตัวแสดงแทน

ความจริงอยากเล่าให้ฟังทุกเรื่องพร้อมๆ กันตามคำเรียกร้อง แต่ถ้าเขียนทุกเรื่องพร้อมกันคงต้องอ่านกันเป็นสัปดาห์กว่าจะจบ ทั้งเรื่องความคืบหน้าคดี “ค่าโง่โฮปเวลล์” ซึ่งผมและทีมงาน โดยเฉพาะ “ยิ้ม” ยังไม่หายไปไหนนะครับ รวมทั้งเรื่องการช่วยแก้ไขความเดือดร้อนและความทุกข์ของชาวบ้านในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยความเป็นธรรมและเร่งรัดการปฏิบัติราชการ ของสำนักนายกรัฐมนตรี ที่สามารถช่วยแก้ทุกข์ของชาวบ้านไปได้เป็นจำนวนมากในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และเรื่องความเป็นมาของ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ที่ได้รับการตอบรับดีเกินคาดอยู่ในขณะนี้

แต่เรื่องที่สอบถามความเห็นผมมาอย่างมาก เป็นเรื่องที่ทั้งผมและประชาชนเบื่อหน่ายมากที่สุด คือ เรื่องเกมการเมืองไร้สาระ เรื่องวาระ 8 ปี ของนายกรัฐมนตรี และเรื่องหาร 100 หาร 500

ประชาชนจะเป็นจะตายกับภาวะการทำมาหากิน กับการดำรงชีวิต การไม่ได้รับความเป็นธรรม การถูกรังแก แต่ไม่มีนักการเมืองในสภาคนไหนสนใจเสนอกฎหมาย แก้ไขกฎหมาย ถกเถียงหาทางออกให้ประชาชนแบบจะเป็นจะตายกันเหมือนเรื่องวาระ 8 ปี ของนายกรัฐมนตรี และ เรื่องหาร 100 หาร 500 เลย

ประชาชนเคยให้ความหวังกับการเลือกตั้งปี 2562 สุดท้ายทั้งพรรคหลักพรรครองแปรสภาพเป็นนักกีฬามาเล่นเกม หัวหน้าทีมก็มีความสุขกับการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับตัวเองและการยกยอปอปั้นจากบรรดาคนรอบข้าง คิดว่าการเมืองมีเพียงแค่ “เงิน” กับ “อำนาจ” แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือการใช้บ้านเมืองเป็นสนามเล่นเกม โดยมีประชาชนเป็นผู้รับเคราะห์ เรื่องเหล่านี้กำลังกินลึกเข้าไปในหัวใจของประชาชน ผมเชื่อว่าเลือกตั้งครั้งหน้าประชาชนจะร่วมกันให้บทเรียนสั่งสอนครั้งใหญ่ครับ

สำหรับผม เรื่องนี้เป็นเพราะความไม่ชัดเจนของการเขียนรัฐธรรมนูญ สุดท้ายจะต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ

เกมวาระ 8 ปีนายกฯ

ตามหลักกฎหมายแล้ว เรื่องวาระ 8 ปีของนายกรัฐมนตรีมีหลักเกณฑ์ในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 158 วรรคสี่แต่เพียงว่า “นายกรัฐมนตรีจะดํารงตําแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดํารงตําแหน่งติดต่อกันหรือไม่” ปัญหาคือผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดวันเริ่มต้นนับหนึ่งของแปดปีไว้ว่าให้เริ่มนับหนึ่งตั้งแต่เมื่อใด ต่างจากกรณี “ค่าโง่โฮปเวลล์” ที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่าให้เริ่มนับหนึ่งตั้งแต่ “วันที่รู้หรือควรรู้เหตุแห่งการฟ้องคดี”

จึงเป็นเหยื่ออันโอชะสำหรับนักเล่นเกมที่จะตีความมาตรา 158 วรรคสี่ให้เป็นไปอย่างที่ตนคิดเพื่อประโยชน์ของตนเองไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของประชาชน จะครบ 8 ปีตอนไหน ใครจะมาเป็นนายกฯ ไม่มีประโยชน์อะไรกับบ้านเมืองและประชาชนเลย หากการเมืองเต็มไปด้วยนักเล่นเกมเช่นในปัจจุบัน

รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายเหมือนกฎหมายและพระราชบัญญัติอื่นๆ เพียงแต่รัฐธรรมนูญมีสถานะเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ การตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญจึงต้องตีความตามหลักการตีความกฎหมายและต้องตีความโดยเคร่งครัด นั่นคือ ต้องตีความตามตัวอักษรเป็นอันดับแรก แต่หากตัวอักษรที่เขียนไว้ไม่มีความชัดเจนอีก ก็ต้องตีความตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างเป็นอันดับต่อไป นั่นคือ เหตุผลของผู้ร่างตัวบทกฎหมายนั้นขึ้นมา ถ้าหาเหตุผลเจตนารมณ์ของผู้ร่างไม่ได้ ก็ต้องตีความตามขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งปกติไม่น่าจะเกิดขึ้นเพราะการจะยกร่างกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญและเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศจะเขียนขึ้นโดยไม่มีที่มาที่ไปและไม่มีเหตุผลมาก่อนคงเป็นไปไม่ได้

สำหรับรัฐธรรมนูญ 2560 นี้ มีหนังสือคู่มืออธิบายเหตุผลและเจตนารมณ์ของแต่ละมาตราไว้ แต่พอมาถึงเรื่อง 8 ปี ในมาตรา 158 กลับเขียนอธิบายไว้แบบเดียวกับเนื้อความในมาตรา 158 โดยไม่ได้บอกว่านับหนึ่งจากไหนและเมื่อใด เลยไม่รู้ว่าจะเขียนขึ้นมาทำไมให้ยุ่งเล่น

ล่าสุดมีการเปิด “บันทึกการประชุม” ที่มีการบันทึกการสนทนาของผู้ร่างเกี่ยวกับการนับหนึ่งของระยะเวลา 8 ปีไว้ แต่กลับได้รับการปฏิเสธจากผู้ร่างว่า ที่บันทึกไว้นั้นไม่ใช่เจตนารมณ์ เป็นเพียงการพูดกันเฉยๆ หลายคนถามผมว่าแล้วจะพูดกันไปทำไมถ้าไม่มีเหตุผลที่มาที่ไป ผมคงตอบไม่ได้เพราะผมไม่ใช่ผู้ร่าง ที่แน่ๆ คือ ยิ่งเพิ่มความสับสนและความงงให้กับสังคม และเป็นเหยื่ออันโอชะสำหรับนักเล่นเกมฝ่ายไม่เอานายกฯ ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปว่า 8 ปี จะต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่นายกฯ เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2557 จริงๆ

ตามกฎหมายแล้วรัฐธรรมนูญ 2560 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 ดังนั้น โดยหลักการแล้วคณะรัฐมนตรีชุด คสช. ที่มี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต้องสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 แล้ว แต่เผอิญมีมาตรา 264 ในบทเฉพาะกาลบัญญัติไว้ว่า ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 2560 จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ 2560 จะเข้ารับหน้าที่ ดังนั้น จึงทำให้คณะรัฐมนตรีชุด คสช. เป็นคณะรัฐมนตรีต่อไป และ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปเช่นกัน และตามความหมายของกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 264 นั้น คณะรัฐมนตรีชุด คสช. เปลี่ยนสภาพมาเป็นคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ 2560 ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 แล้ว แต่จะเริ่มนับ 8 ปี จากวันที่ 24 สิงหาคม 2557 หรือจากวันที่ 6 เมษายน 2560 เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ

เรื่อง 8 ปี ตามมาตรา 158 วรรคสี่นี้ ยังเป็นเรื่องระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนเรื่องที่บัญญัติไว้ในมาตรา 158 วรรคสองว่า นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบตามหลักเกณฑ์และวิธีการมาตรา 159 นั้น เป็นวิธีการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี เป็นคนละเรื่องกับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งตามมาตรา 158 วรรคสี่ โดยเฉพาะเมื่อมีบทเฉพาะกาล มาตรา 264 บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารแผ่นดินอยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ เป็นคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ 2560 ต่อไป วิธีการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 158 และมาตรา 159 จึงถูกยกเว้นไม่ใช้กับคณะรัฐมนตรีชุด คสช. ที่เป็นคณะรัฐมนตรีที่บริหารแผ่นดินอยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ ที่สำคัญรัฐธรรมนูญ 2560 ก็ไม่ได้เขียนไว้ว่า การนับระยะเวลา 8 ปีของการเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกตามรัฐธรรมนูญ 2560 นั้นให้เริ่มนับจากการได้รับเลือกจากรัฐสภาภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ 2560 หรือให้นับจากเมื่อใด ทุกคำตอบจึงอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ

เกมหาร 100 หรือ 500

เรื่องที่สอง คือเรื่องหาร 100 หาร 500 อันสนุกสนานของนักเล่นเกมที่สถานะล่าสุดคิดกันว่า ล้มการประชุมสภาได้แล้วก็จะผ่านฉลุยได้ตามที่วางหมากเกมไว้ ซึ่งในวันที่ 15 สิงหาคมนี้จะมีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณากฎหมายลูกเรื่องนี้ให้เสร็จตามระยะเวลา 180 วันที่รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดไว้อีกครั้ง แต่หัวหน้าทีมไม่สน สั่งลูกทีมนักเล่นเกมทั้งหลายแล้วว่าให้ไปลงชื่อแล้วไม่ต้องลงสนาม รอให้กรรมการเป่านกหวีดหมดเวลาตามกติกา

กติกา 180 วันนี้ เขาวางไว้เพื่อให้เร่งทำกฎหมายที่เป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองให้เสร็จเร็วๆ แต่นักเล่นเกมกลับนำมาใช้เป็นเครื่องมือวางหมากเกม เรื่องวุ่นเรื่องนี้จึงเกิดขึ้นเพียงเพราะนักเล่นเกมเกิดเปลี่ยนข้างมายิงประตูตัวเอง ก็เท่านั้น แต่สาเหตุเกิดเพราะอะไรต้องไปถามหัวหน้าทีมผู้คอยสั่งการ แบบนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า “ABUSE OF POWER” แปลเป็นไทยน่าจะเรียกว่า “ใช้อำนาจไปในทางที่ไม่ถูกต้อง”

เรื่องแบบนี้ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้ในมาตรา 149 ว่า “ผู้ใดเป็น……สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ ………………………. เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ต้องระวางโทษ…………….”

มาตรา 149 ประมวลกฎหมายอาญานี้มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันมิให้ ส.ส. ซึ่งก็คือสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเมืองจากการใช้ตำแหน่งหน้าที่ของ ส.ส. ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งหลังสุดเมื่อ พ.ศ. 2502

63 ปีผ่านไป ความเสียหายจากการกระทำของ ส.ส. ที่ปัจจุบันทำตัวเป็นนักเล่นเกมไม่ได้มีเพียงแค่การเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเท่านั้น แต่มันขยายไปถึงการสั่งและการรับคำสั่งรวมทั้งการบงการทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ ส.ส. เหล่านี้กระทำการที่สร้างความเสียหายให้สังคมและบ้านเมืองด้วย จึงน่าจะถึงเวลาแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาให้บรรดานักเล่นเกม โดยเฉพาะจอมบงการที่มีการกระทำแบบ “ABUSE OF POWER” หรือการ “ใช้อำนาจไปในทางที่ไม่ถูกต้อง” แบบนี้ ต้องมีความผิดและต้องรับโทษทางอาญาด้วยแม้ไม่มีเรื่องของการเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดก็ตาม

ย้อนกลับมาเรื่องหาร 100 หาร 500 ที่จะประชุมกันในวันที่ 15 สิงหาคมนี้อีกรอบหนึ่ง ก็น่าจะล่มอีก เท่าที่ทราบมีคำสั่งมาเรียบร้อยแล้วว่าให้บรรดา ส.ส. และ ส.ว. นักเล่นเกมในอาณัติ ไปลงชื่อแล้วให้กลับบ้านได้ เพื่อใช้หลักเกณฑ์ของกฎหมายเป็นเครื่องมือหาประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง เป็นการครอบงำการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. และ ส.ว. ในอาณัติ และเป็นการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. และ ส.ว. ที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 114 และเป็นการผิดจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างร้ายแรง

นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 132 (1) กำหนดไว้ว่าถ้าที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลา 180 วัน ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบตามร่างที่เสนอตามมาตรา 131 ที่กำหนดที่มาไว้สองประการใน (1) และ (2) ซึ่งมาตรา 131 (1) เป็นร่างของคณะรัฐมนตรี ส่วนมาตรา 132 (2) เป็นร่างของ ส.ส. ในขณะที่กรณีที่เป็นปัญหานี้มีทั้งร่างของคณะรัฐมนตรีและร่างของ ส.ส. รวมกันหลายฉบับ คือมีทั้งร่างตามมาตรา 131 (1) และ (2) แล้วร่างไหนจะถือเป็นร่างที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 132 (1)

บางคนบอกว่าให้ไปดูข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อ 101 ที่กำหนดไว้ว่าให้ถือเอาร่างที่ใช้เป็นหลักในการพิจารณาในวาระที่สองเป็นร่างที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ซึ่งในกรณีนี้คือร่างของคณะรัฐมนตรี ประเด็นคือข้อบังคับการประชุมรัฐสภา รวมทั้งข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรและข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาต้องเป็นเรื่องที่กำหนดหลักเกณฑ์เวิธีการประชุมและวิธีการทำงานของแต่ละสภาและของกรรมาธิการของแต่ละสภา มิใช่ให้กำหนดหลักเกณฑ์การตีความรัฐธรรมนูญ

การที่ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อ 101 กำหนดให้ถือเอาร่างที่ใช้เป็นหลักในการพิจารณาในวาระที่สองเป็นร่างที่ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบ เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์วิธีทำงานของที่ประชุมรัฐสภาหรือของกรรมาธิการของรัฐสภา หรือเป็นการตีความรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นอย่างแรกก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นอย่างหลังแล้ว ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อ 101 มีปัญหาต้องตึความอีกแน่นอน

หลังการประชุมรัฐสภาที่จะล่มอีกครั้งในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ การจะนำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาใช้บังคับต่อไปคงต้องรอศาลรัฐธรรมนูญอีกเรื่องหนึ่งแน่

ศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นผู้ชี้ชะตาอนาคตประเทศตัวจริง!!!

spot_imgspot_img
- Advertisment -
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -

Featured

- Advertisment -
- Advertisment -
Advertismentspot_imgspot_img