วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 18, 2024
หน้าแรกCOLUMNISTSฝากการบ้านพรรคเพื่อไทย ด้าน“พระพุทธศาสนา”
- Advertisment -spot_imgspot_img
spot_imgspot_img

ฝากการบ้านพรรคเพื่อไทย ด้าน“พระพุทธศาสนา”

ตอนนี้หลายคนตั้งคำถามว่า “พรรคเพื่อไทย” มีนโยบายด้านศาสนาหรือพระพุทธศาสนาอย่างไรบ้าง ถามไปหลายคนในพรรคเพื่อไทยที่คุ้นคุย สรุปบอก “ไม่มี”  ถามน้อง “เจ้าหน้าที่” ฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่มักคุ้นกันบอกว่า  นโยบายเรื่องศาสนาโดยตรงไม่มี แต่มันไปแอบซ่อนอยู่ในนโยบาย “ส่งเสริมการท่องเที่ยว”  

สั้น ๆ ก็คือ “ไม่มี” ก็รู้สึกแปลกเหมือนกัน หรือ ความมั่นคงของประเทศมีแต่ ชาติ และ พระมหากษัตริย์

หลายคนบอกว่านโยบายศาสนาพรรคใหญ่ไม่มีพรรคใด ชู เนื่องจาก พระสงฆ์เลือกตั้งไม่ได้และหากชูแล้ว ไม่มีแต้ม??

ตอนนี้ประเทศไทยได้รัฐบาลแล้วและคนที่มาขับเคลื่อนเรื่องพระพุทธศาสนาก็คือ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ “คุณพวงเพ็ชร ชุนละเอียด” ซึ่งสื่อบางแห่งบอกว่า เป็นนักการเมืองที่ชอบทำบุญ ขอพร และเดินสายกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกด้วยเป็นรัฐมนตรี “สายมู” แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยท่านชอบเข้าวัด เข้าวา คงรู้จักมักคุ้นกับคณะสงฆ์บ้าง

เสียดาย “ดร.พิชิต ชื่นบาน” ไม่ได้ติดโผด้วย คนนี้ใกล้ชิดกับคณะสงฆ์เป็นอย่างดี และเคยทำงานกับคณะสงฆ์สาย มมร. และสาย มจร . ด้วย  จึงรู้จักมักคุ้นกับพระภิกษุ นักเคลื่อนไหว ด้านพระพุทธศาสนาประเภท..มองตาก็รู้ใจ

ดร.นิยม เวชกามา

วานนี้เห็นชื่อ “ดร.นิยม เวชกามา” ที่พรรคเพื่อไทยจะส่งมาดูแลกิจการพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ อันนี้ถือว่าเหมาะสม เพราะตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ชาวพุทธจะเห็นบทบาทของ ดร.นิยม เวชกามา ในสภาที่ปกป้องคุ้มครองคณะสงฆ์และเรียกร้องความเป็นธรรมตลอดความจริงยังมีอีก “ทีมหนึ่ง” ที่พรรคเพื่อไทย ยังอาจไม่ทราบที่ทำงานลงพื้นที่ช่วยกิจการคณะสงฆ์มาต่อเนื่องในนาม “คณะกรรมาธิการศาสนา” อาทิ ดร. เพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล, คุณพรเพ็ญ   บุญศิริวัฒนกุล ,นางสาว ละออง   ติยะไพรัช หรือแม้กระทั้ง คุณมนพร เจริญศรี รัฐบาลชุดนี้ติดเป็น “รมช.คมนาคม”  ทีมนี้รู้ปัญหาคณะสงฆ์และมีความคุ้นเคยกับคณะสงฆ์เป็นอย่างดี เพราะ “ลงพื้นที่” มาแล้วเกือบทั่วประเทศ

ในฐานะสื่อชาวพุทธ “เปรียบสิบ”  อยากฝากนโยบายที่ “พรรคเพื่อไทย” และ “พรรคร่วม” ควรทำ เพื่อพระพุทธศาสนา อันนำไปสู่ “ความยั่งยืน”  ซึ่งฝากถึงเท่าที่นึกได้ ดังนี้

นโยบายระยะสั้น เช่น

 – สร้างความมั่นคงด้านพระพุทธศาสนาด้วยการถวายความรู้แด่ พระสังฆาธิการ ไวยาวัจกร พุทธสมาคมประจำจังหวัด พร้อมกับสร้างภาคีเครือข่ายให้สอดคล้องกับการจัดตั้ง “สภาพุทธบริษัท” ประจำจังหวัด

 -วางเป้าหมายให้วัดเป็นศูนย์กลางชุมชนให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การปฎิรูปกิจการพระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์ พร้อมกับหาแนวทางป้องกัน “พระนอกรีต” ประพฤติผิดพระธรรมวินัย

-สนับสนุนโครงการต่าง ๆ ของคณะสงฆ์อาทิโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5,วัดประชารัฐสร้างสุข,พระธรรมจาริก,พระธรรมทูตต่างแดน, ร่วมทั้งสนับสนุนงบประมาณและเครื่องมือให้กับพระวินยาธิการ

-แก้ปัญหาที่ดินวัด พร้อมกับเร่งรัดออกโฉนด /แก้ปัญหาวัดร้าง ภายใต้สโลกแกน “ทำวัดร้างให้เป็นวัดรุ่ง” ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 5,000 วัด พร้อมกับสอดส่องดูแล “ศาสนสมบัติกลาง” อันเป็นสมบัติของคณะสงฆ์ให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

-ปัญหาสำนักสงฆ์และที่พักสงฆ์ที่ตั้งอยู่ในเขตที่ดินของรัฐทั้งเขตอุทยาน,ป่าไม้,ราชพัสดุ,สปก.และที่ดินนสล.

 – การเพิ่มงบประมาณเพื่อดูแลสุขภาพประสงฆ์/ผู้สูงอายุ และอาพาธ

– การติดตามเร่งรัดงบประมาณของคณะสงฆ์  อาทิ นิตยภัต,งบประมาณตาม พ.ร.บ.พระปริยัติธรรม

– จัดตั้ง “ทีมพิเศษ” เป็นการเฉพาะเพื่อสนับสนุนกิจการพระพุทธศาสนา ,คณะสงฆ์,ชาวพุทธใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมกับฟื้นโครงการพระธรรมทูตอาสา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งต้องมีนโยบายสร้างขวัญกำลังใจให้ไม่เฉพาะพระภิกษุสงฆ์ในพื้นที่เท่านั้น แม้แต่ชาวพุทธ เด็กเยาชน ก็ควรมี

ส่วนนโยบายระยะยาว เช่น

-การเร่งรัดออก พ.ร.บ.ที่พรรคเพื่อไทยเคยทำไว้แล้ว อาทิ พ.ร.บ. สภาพุทธบริษัท ,พ.ร.บ.ธนาคารพุทธ,พ.ร.บ.สังเวชนียสถาน หรือแม้กระทั้ง พ.ร.บ.ปกป้องและคุ้มครองพระพุทธศาสนา

อันนี้ไม่นับรวม “ปมปัญหา” ที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ทำเอาไว้ เช่น การไล่พระออกจากป่าตามนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” ปิดวิทยุธรรมะ ปิดสถานีโทรทัศน์ ต้องเร่งสะสางคดีวัดพระธรรมกาย,คดีเงินทอนวัดที่ทุกวันนี้มีพระผู้ใหญ่บางรูป “จำวัด” ไม่สนิท  รวมทั้งเร่งรัดคืนสมณศักดิ์ทั้งของวัดสระเกศ ฯ วัดสัมพันธวงศ์ที่มีข่าวว่าตอนนี้เรื่องขอคืนกองอยู่ที่หน้าห้องเลขาธิการมหาเถรสมาคมแล้ว เพียงแต่ไม่มีใครกล้าหยิบขึ้นมา.

อันนี้ไม่นับงานเฉพาะหน้าที่ “รัฐมนตรีคนใหม่” ต้องประสานความสัมพันธ์ระหว่างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกับคณะสงฆ์ที่ก่อนหน้านี้มีปัญหาเกิดรอยร้าวอย่างใหญ่หลวงเกิดความระแวงซึ่งกันและกัน และแม้กระทั้งบรรดาข้าราชการในสำนักงานพุทธ ฯก็มีการเตะแข้งเตะขาฟ้องร้องกัน จนหาคนขึ้นมาเป็น “เบอร์ 1” ไม่ได้จนทุกวันนี้ หมายความว่า แม้แต่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติรัฐมนตรีคนใหม่ก็..ต้องปฎิรูปปรับโฉมใหม่!!ให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลกใหม่

อันนี้ฝากเป็นการบ้านให้พรรคเพื่อไทย และคุณพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ต้องเข้ามาดูแลเรื่องพวกนี้นำไปคิดเป็นการบ้านเพื่อทำงานให้กับคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา!!

……………….

คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง

โดย…“เปรียญสิบ”: riwpaalueng@gmail.com

- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_imgspot_img

Featured

- Advertisment -spot_img
Advertismentspot_imgspot_img
spot_imgspot_img