วันอังคาร, ตุลาคม 4, 2022
หน้าแรกCOLUMNISTS“3 ป.”เปิดศึกชิง“พรรคพลังประชารัฐ” “นายกฯลุงตู่”หวังรีเทิร์นรอบ 3
- Advertisment -spot_imgspot_img

“3 ป.”เปิดศึกชิง“พรรคพลังประชารัฐ” “นายกฯลุงตู่”หวังรีเทิร์นรอบ 3

ใครตามการเมืองก็คงมองออก จุดที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น คงหนีไม่พ้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) ต่อสถานะของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในคดีดำรงตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลครบ 8  ปีหรือไม่ ตามการยื่นคำร้องให้วินิจฉัยของพรรคแกนนำฝ่ายค้านนำโดย “พรรคเพื่อไทย” (พท.)

แนวทางที่ 1 ถ้าเสียงข้างมากของตุลาการศาลรธน. เห็นตรงกันว่า “พล.อ.ประยุทธ์” ดำรงตำแหน่งนายกฯตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค. 2557 หลังรัฐประหาร ก็เท่ากับ “ปิดฉาก” การทำหน้าที่ในฐานะฯ “หัวหน้ารัฐบาล” ไปโดยปริยาย คือครบ 8 ปีแล้ว ซึ่งถ้าเป็นไปตามนั้น หนทางที่ “บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะได้ไปต่อ ซึ่งก็ถือว่ามีโอกาสสูงมาก เพราะนับตั้งแต่การเข้ามาทำหน้าที่แทน “น้องเล็กของ 3 ป.” พี่ใหญ่ก็ทำงานเข้าตา กองเชียร์และประชาชนไม่ใช่น้อย

อีกทั้งถ้ามีการสรรหานายกฯคนใหม่ในรัฐสภาฯ หนทางของ “บิ๊กป้อม” ก็ยิ่งเปิดกว้าง พรรคแกนนำฝ่ายค้านคงพร้อมที่จะยกมือให้ เนื่องจากผู้มีอำนาจเต็มในการสั่งการ มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับ “บิ๊กป๊อด-พล.ต.อ พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” น้องชายพี่ใหญ่ 3 ป. ซึ่งก้าวเข้ามีบทบาททางการเมืองในหลายเรื่อง

สำคัญสุด “พรรคพท.” ก็ปรารถนาที่จะเข้ามามีส่วน ในการแชร์อำนาจ  ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนสภาฯจะหมดวาระ  เพื่อหวังผลถึงการจัดตั้งรัฐบาล หลังการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น เพื่อให้เป็นไป ตามสูตร  พท. + พปชร. + พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งน่าจะได้เสียงเกิน 300 เสียงขึ้นไป

นอกจากนี้ “ผู้มีอำนาจเหนือพรรคพท.” อย่าง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ซึ่งมีสถานะนักโทษหนีคดี คงหวังต่อสายสัมพันธ์กับ “บิ๊กป้อม” เพื่อให้ช่วยประสานงานกับ สภาสูง และ กองทัพ ซึ่งเปรียบเสมือนอยู่ฝ่ายตรงข้ามแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ยิ่งในช่วงครบรอบ 16  ปีรัฐประหาร รัฐบาลพรรคไทยรักไทย (ทรท.) “ทักษิณ” ได้แสดงความความคิดเห็นคล้าย ต้องการเหยียดหยามกองทัพ  โดยบอกว่า ทหารทำหน้าที่ได้แค่ยาม ไม่ได้เป็นซีอีโอในการบริหารประเทศ

แนวทางที่ 2 คือในกรณีที่ศาลรธน.มีคำวินิจฉัยออก โดยระบุว่า การดำรงตำแหน่งนายกฯของ “พล.อ.ประยุทธ์” ให้นับจากวันที่ รธน. 2560 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 6 เม.ย.2560 นับเวลา 8 ปี ก็จะไปสิ้นสุด ในเดือนเม.ย.2568 ซึ่งก่อนหน้านั้น “บิ๊กป้อม” ก็เคยหลุดปากออกมาว่า “น้องเล็กของ 3 ป.จะเป็นนายกฯต่อได้อีก 2 ปี” ซึ่งหมายความว่า หัวหน้ารัฐบาลจะทำหน้าที่จนครบวาระ สิ้นสุดในเดือนมี.ค.2566 ทำให้มีโอกาสโชว์บทบาท บนเวทีระดับโลก ในระหว่างประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปก ในเดือนพ.ย.นี้ ซึ่งหลายคนเชื่อว่า เป็นความตั้งใจของ “พล.อ.ประยุทธ์” ต้องการทำหน้าที่สำคัญครั้งนี้ เพื่อเป็นเกียรติประวัติของตนเอง และยังช่วยสร้างเครดิตให้รัฐบาล ซึ่งอาจส่งผลต่อพรรคการเมืองที่จะสนับสนุน “นายกฯลงตู่” ให้รีเทิร์น กลับมาทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้าเป็นครั้งที่สาม

ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่า แนวทางที่ศาลรธน.จะมีคำวินิจฉัยออกมาตามมานี้ มีความเป็นได้มากสุด และบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลก็เชื่อว่า น่าจะออกมาในแนวทางนี้ อีกทั้งยังมีตัวเลขปริศนาหลุดรอดออกมา เป็น รหัส 6:3 ซึ่งจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ ก็ต้อง รอลุ้นในวันที่ 30 ก.ย. ซึ่งศาลรธน.นัดลงมติและอ่านคำวินิจฉัยในคดีสำคัญ

ส่วน แนวทางที่ 3 คือ ศาลรธน.วินิจฉัยให้ “พล.อ.ประยุทธ์” เริ่มดำรงตำแหน่งนายกฯนับตั้งแต่หลังการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งนับต่ออีก 8 ปี วาระของน้องเล็กแห่ง 3 ป. จะหมดไปในปี 2570 ซึ่งบางคนจับอาการของหัวหน้ารัฐบาล ที่ถูกพักงาน แต่ยังทำหน้าที่ “รมว.กลาโหม” คงปรารถนาอยากให้เป็นแนวทางนี้มากที่สุด และยังอยากไปต่อในฐานะ ผู้มีบทบาทคุมกลไกความเป็นไปของประเทศ อีกทั้งสัญญาณที่ “คนใกล้ชิดนายกฯลงตู่” ไปจัดตั้งพรรคการเมือง ทั้ง “พรรครวมไทยสร้างชาติ” (รทสช.)พรรคเทิดไท และอีกหลายพรรค หลายคนเลยเชื่อว่า  “พล.อ.ประยุทธ์” ยังอยากไปต่อ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล

แม้กระทั่งศาลรธน.มีคำวินิจฉัยว่า ให้ “นายกฯลงตู่” ไปต่ออีก 2 ปี หัวหน้ารัฐบาลก็พร้อมที่จะเดินหน้าชน พร้อมเข้าไปไปรับตำแหน่ง “หัวหน้าพรรคพปชร.” แทน “พี่ชายที่เคารพรัก” เพื่อแสดงความชัดเจน ไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนในอดีตที่ผ่านมา หากหัวหน้ารัฐบาลไม่มีพรรคการเมืองสังกัด ก็มีปัญหารควบคุมเสียงในสภาฯไม่ได้ โดยเฉพาะเวลาต้องผ่านกฎหมายสำคัญ หรือเผชิญกับญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 

อย่างไรก็ตาม ได้เกิดปรากฏบางอย่าง สะท้อนให้เห็นถึง ท่าทีหัวหน้ารัฐบาล คือเมื่อวันที่ 31 ส.ค.2565 “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้เดินทางเข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ ที่กระทรวงกลาโหม จากนั้นก็มีภาพหลุดออกมา ผ่านสื่อที่มีความใกล้ชิด กับผู้มีอำนาจฝ่ายบริหาร

ในภาพดังกล่าวปรากฏว่า “บิ๊กป๊อก-พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” รมว.มหาดไทย และ “น้องรองแห่ง 3 ป.” อยู่ในเฟรมด้วย ซึ่งใครตามข่าวก็คงรู้ว่า ที่ผ่านมา “บิ๊กป๊อก” ยืนอยู่เคียงข้าง “นายกฯลงตู่” มาตลอด จนถูก “บิ๊ก ป.คนหนึ่ง” ใช้คดีความมาเล่นงาน กลายเป็นความบาดหมางมาจนถึงวันนนี้

ด้าน “อนุทิน” ออกมาเปิดเผยถึงการเข้าพบ “พล.อ.ประยุทธ์” และ “พล.อ.อนุพงษ์” ที่กระทรวงกลาโหมว่า เป็นการเข้าไปตรวจอาการต่อเนื่องที่พล.อ.ประยุทธ์ มีสะเก็ดที่บริเวณหลังฝ่ามือ ซึ่งเกิดจากการแพ้ ที่คาดว่าจะมีการเกา โดยมีอาการตั้งแต่เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา วันนี้จึงพา แพทย์ด้านผิวหนัง จากสถาบันโรคผิวหนังเข้าไปตรวจอาการ ยืนยันว่าไม่มีอะไร อาการดังกล่าวหายแล้ว

เมื่อซักว่า กลัวภาพดังกล่าวถูกนำไปเชื่อมโยงว่าสนิทกับ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.อนุพงษ์ มากกว่าพล.อ.ประวิตร หรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า “คิดอย่างนั้นไม่ได้หรอก ผมก็ไปมูลนิธิบ้านป่ารอยต่อฯตั้งหลายครั้ง เวลาพล.อ.ประวิตร เรียกไปหารือ หรือมีโอกาสอะไร”

“ช่วงอภิปรายงบประมาณ บางทีก็ไปขอรับฟังว่า พรรคพปชร.คิดยังไง หรือไปแจ้งว่า พรรคภท.ทำอย่างนี้ อย่างวันนี้ก็ต้องไปกราบเรียนเรื่องกฎหมาย กยศ. ที่พรรคภท.ไทยขอโหวตในส่วนที่ไม่มีดอกเบี้ยของเงินกู้นี้ ก็ต้องไปเรียนท่านก่อน เพราะเดี๋ยวเห็นไม่ตรงกัน” หัวหน้าพรรคภท.ระบุ

การปล่อยภาพดังกล่าวออกมาสู่สาธารณะ ถูกบางคนตีความว่า “พล.อ.ประยุทธ์” ต้องการดึง “หัวหน้าพรรคภท.” มาเป็น เครื่องมือทางการเมือง ให้ถูกมองว่า อยู่เคียงข้างตนเอง หรือหากตนเองต้องมีอันเป็นไป อยากให้ดุลยอำนาจยังอยู่กับ “3 ป.” หรือต้องการต่อรองกับคนรอบข้าง “บิ๊กป้อม” ที่ใช้ห้วงเวลา “พล.อ.ประยุทธ์” ต้องพักการปฏิบัติหน้าที่ พยายามผลักดันและสร้างภาพ ให้ “พล.อ.ประวิตร” กลายเป็นนายกฯตัวจริง ซึ่งต้องยอมรับว่า ในช่วงการทำหน้าที่ “สร.1” ของ “พี่ใหญ่แห่ง 3 ป.” ก็โชว์ผลงานได้แบบไม่มีที่ติ จนหลายคนเชื่อว่า ไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นกับ “พล.อ.ประยุทธ์” หรือไม่ 

แม้กระทั่ง ภายหลังการเลือกตั้ง “พล.อ.ประวิตร” คือ หนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของ พรรคพปชร. แม้หัวหน้าพรรคพปชร. จะอายุ 77 ปี ย่างเข้า 78 ปี แต่บารมีและการยอมรับยังเต็มเปี่ยม ข้อสำคัญคือว่า “พรรคพท.” ก็พร้อมที่จะรวมงานด้วย เพราะผู้มากบารมีที่มีอำนาจสั่งการ คงไม่ขัดขวาง เพราะการอยู่ห่างอำนาจรัฐมาเกือบ 8  ปี  ส่งผลต่อ อำนาจการต่อรอง ของตระกูล “ชินวัตร” มาก

จากนี้ต้องจับตาดู เกมชิงอำนาจ ของ “3 ป.” และ “คนแวดล้อม” จะเข้มข้นดุเดือดแค่ไหน ยิ่งถ้า “พล.อ. ประยุทธ์” ตัดสินใจขอไปต่อ หลังรอดพ้นวิบากกรรมของศาลรธน. และต้องเข้า “พรรคพปชร.” แม้ก่อนหน้านี้ “บิ๊กป้อม” จะไม่เคยคัดค้านหรือต่อต้าน แต่เมื่อวันเวลาเปลี่ยน กระแสความนิยมของหัวหน้ารัฐบาลไม่เหมือนเดิม  อีกทั้ง “คนรอบข้างพล.อ.ประวิตร” จะยอมหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีข่าว “บิ๊กป๊อด” เตรึยมดึง “พล.ต.ท.ธนา ชูวงษ์” ผช.ผบ.ตร. นายตำรวจคนสนิทเข้ามาทำงานการเมือง หวังให้เป็นตัวตาย-ตัวแทน เพราะ “พล.ต.อ.พัชรวาท” ไม่อยากลงเล่นการเมืองด้วยตนเอง ด้วยเกรงว่าจะถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตี เนื่องจากหลายฝ่ายไม่พอใจบทบาท “น้องชายบิ๊กป้อม” ด้วยเชื่อว่า “อยู่เบื้องหลังในเหตุการณ์หลายเรื่อง”

ยังไม่นับชื่อ “บิ๊กแป๊ะ-พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา” อดีตผบ.ตร. ที่ช่วยงานการเมืองให้ “หัวหน้าพรรค พปชร.” อย่างต่อเนื่อง จะสามารถเข้ามาทำงานการเมืองได้หลังวันที่ 30 ก.ย. 65

บางที่การช่วงชิงอำนาจ หวังเข้าไปมีบทบาทดูแล “พรรค พปชร.” อาจมีต่อความสัมพันธ์ของ “3 ป.” โดยเฉพาะ คนรอบข้าง และ กองเชียร์ อย่าลืมอำนาจเป็นสิ่งหอมหวาน ใครได้ลิ้มลองก็อยากที่จะถอนตัวออกมาง่ายๆ และหลายคนก็ต้องสูญสิ้นอนาคต อันเนื่องมาจาการแสวงหาอำนาจ

……………………………………

คอลัมน์ : ล้วง-ลับ-ลึก

โดย “แมวสีขาว”

spot_imgspot_img
- Advertisment -
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -

Featured

- Advertisment -
- Advertisment -
Advertismentspot_imgspot_img