วันอาทิตย์, พฤษภาคม 29, 2022
หน้าแรกHighlight5 ความเชื่อเกี่ยวกับ“บัญชีเงินฝาก” ที่คุณอาจเข้าใจผิดมาตลอด
- Advertisment -spot_imgspot_img

5 ความเชื่อเกี่ยวกับ“บัญชีเงินฝาก” ที่คุณอาจเข้าใจผิดมาตลอด

“บัญชีเงินฝาก” จะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมี เนื่องจากเป็นบัญชีพื้นฐานที่ใช้งานในชีวิตประจำวัน วันนี้ขอมาแนะนำเรื่องที่หลายคนอาจจะมีความเชื่อ และความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับบัญชีเงินฝาก ซึ่งหากเราปรับเปลี่ยนความเข้าใจ และพฤติกรรม จะช่วยให้เราสามารถวางแผนการเงินได้ดียิ่งขึ้น

โดยความเชื่อที่หลายคนอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากหลัก ๆ มีทั้งหมด 5 ข้อ ดังนี้

1.หากสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์บุคคลธรรมดาหาย จะต้องไปทำใหม่สาขาที่เปิดบัญชีเท่านั้น

เป็นความเชื่อที่เข้าใจผิด ซึ่งความจริงนั้นเราสามารถขอออกสมุดบัญชีเงินฝากใหม่ พร้อมแจ้งอายัดสมุดบัญชีเงินฝากเล่มเดิมที่สูญหายได้ทุกสาขา เพียงนำบัตรประชาชนมาติดต่อที่สาขาธนาคาร พร้อมชำระค่าธรรมเนียมขอออกสมุดใหม่ (ค่าธรรมเนียมตามประกาศธนาคาร)

2.บัญชีเงินฝากแบบไหน ก็ทำธุรกรรมได้เหมือนกัน

ไม่เหมือนกัน หากเราเลือกใช้บัญชีที่ ฟรีค่าธรรมเนียม เช่น ทำธุรกรรมการเงิน ถอน โอน หรือจ่ายค่าอุปโภค บริโภค อย่างน้อย ๆ ใน 1 ปี จะทำให้ประหยัดเงินในกระเป๋าได้ ยกตัวอย่างเทียบเท่ากับดื่มกาแฟในราคาแก้วละ 100 บาทฟรี ประมาณเดือนละ 2 แก้ว

3.ฝากออมทรัพย์ ดอกเบี้ยที่ได้ไม่เสียภาษี

ไม่จริง หากฝากเงินแบบออมทรัพย์แล้วได้ผลตอบแทน และดอกเบี้ยรวมทุกบัญชีเกิน 20,000 บาทต่อปี ต้องเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก 15% ตามหลักเกณฑ์ของสรรพากร

4.บัญชีเงินฝากที่ให้ความคุ้มครองอุบัติเหตุ จะได้ค่ารักษาพยาบาลด้วย

ไม่เสมอไป เพราะบัญชีเงินฝากส่วนใหญ่ให้วงเงินความคุ้มครองอุบัติเหตุในลักษณะชดเชยเงินเป็นจำนวนเท่าของเงินในบัญชี เมื่อเสียชีวิต หรือทุพพลภาพ จึงจะได้เงินความคุ้มครอง แต่ไม่ได้รวมความคุ้มครองด้านค่ารักษาพยาบาล ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคารที่จะเสนอผลิตภัณฑ์ที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลด้วย  

5.“ผู้ประกอบการ” ใช้บัญชีเดียว ทั้งบัญชีร้าน ทั้งบัญชีส่วนตัว ได้กำไรค่อยแบ่งเก็บ

แนะนำว่าควรแยกบัญชี การรวมบัญชีใช้จ่ายส่วนตัวกับบัญชีร้านค้าเข้าด้วยกันทำให้สับสน และบริหารจัดการเงินได้ยากกว่าเดิม สิ่งที่ควรทำสำหรับผู้ทำธุรกิจค้าขาย หรือผู้ประกอบการ คือ

  • แยกบัญชีรายรับ-รายจ่ายส่วนตัว และร้านค้าให้ชัดเจน
  • ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ติดตามการใช้จ่ายของตัวเอง
  • ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของร้าน เพื่อไม่ให้สับสนในการคำนวณค่าใช้จ่าย ง่ายต่อการคำนวณต้นทุนกำไร รู้ว่าเมื่อไหร่ที่กำลังจะขาดทุน และหาทางแก้ไขได้ทันท่วงที
  • แบ่งกำไรจากร้านค้ามาออม โดยอาจจะเริ่มออมจากเงินสำรองฉุกเฉินสัก 6 เดือน และทยอยแบ่งออม พร้อมลงทุนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวเพื่อความมั่นคงทางการเงินมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม อย่ามองข้ามการเงินใกล้ตัวแบบ “บัญชีเงินฝาก” แม้ทุกคนจะใช้งานกันเป็นประจำ แต่หากขาดความรู้และมีความเข้าใจผิด ก็ทำให้เสียสิทธิประโยชน์ในหลายเรื่อง ฉะนั้น รีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัญชีเงินฝากกันดีกว่า เพื่อจะช่วยให้จัดการด้านการเงินในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น แถมยังช่วยให้ได้รับประโยชน์จากการใช้บัญชีเงินฝากอีกด้วย

………………………

ข้อมูลจาก  fintips by ttb

spot_imgspot_img
- Advertisment -
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -

Featured

- Advertisment -
- Advertisment -
Advertismentspot_imgspot_img